<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ชุมชนชาวแพสะแกกรัง’  พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ จ.อุทัยธานี                           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ด้านขวาคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์ ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาในปี พ.ศ. 2444&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าทำให้แม่น้ำ สกปรก&amp;nbsp; กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครอยากจะไปดูวิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่านก็ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ชาวแพ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; ซึ่งเทศบาลนครพิษณุโลกจัดสร้างขึ้นในปี 2542&amp;nbsp; โดยการสร้างบ่อน้ำแล้วเอาเรือนแพจำลองมาจัดแสดงไว้&amp;nbsp; เสมือนว่าเรือนแพลอยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; แต่ไม่มีชาวแพอาศัยอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพจำลองที่พิษณุโลกดูสวยงาม&amp;nbsp; แต่ไม่มีชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังซึ่งมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ชาวแพเกือบ 300 ชีวิต&amp;nbsp; ยังสามารถดำรงชีวิตต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษได้นานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; แม้ว่าในวันนี้สายน้ำและสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จนดูเหมือนว่าชุมชนชาวแพเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และรอผุพังไปตามกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายน้ำและความทรงจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; มีที่มาจากชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและมีต้นสะแกขึ้นอยู่หนาแน่น&amp;nbsp; มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในจังหวัดกำแพงเพชร&amp;nbsp; ไหลผ่านนครสวรรค์ลงมายังอุทัยธานี&amp;nbsp; และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร&amp;nbsp; หล่อเลี้ยงผู้คนมานานปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเรือนแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เคยเสด็จมาที่ตลาดและวัดในเมืองอุทัยธานีในปี พ.ศ.2444 โดยเรือกลไฟล่องเข้ามาในคลอง (แม่น้ำ) สะแกกรัง&amp;nbsp; ทอดพระเนตรเห็นบ้านเรือนและแพ&amp;nbsp; หากนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 120 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพสะแกกรัง ภาพถ่ายครั้ง ร.5 เสด็จประพาสเมืองอุทัย&amp;nbsp; มุมด้านบนคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายอีกมุมหนึ่ง&amp;nbsp; ด้านซ้ายมือเป็นตลิ่งทางขึ้นไปสู่ตลาดเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุไทยธานี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; จุลมุสิทธิ์&amp;nbsp; วัย 79 ปี&amp;nbsp; อาชีพหาปลาและเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แกยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่รุ่นหนุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อก่อนน้ำในแม่น้ำยังใสแจ๋ว&amp;nbsp; ใช้ทั้งกินและอาบ&amp;nbsp; ถ้าใช้กินก็จะตักน้ำใส่โอ่งเอาไว้&amp;nbsp; แล้วเอาสารส้มลงไปแกว่ง&amp;nbsp; ทิ้งให้ตกตะกอนก็เป็นอันใช้ได้&amp;nbsp; ใช้น้ำในโอ่งมาทำกับข้าว&amp;nbsp; ถ้าจะกินก็จะเอาไปต้มก่อน&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ใช้น้ำในแม่น้ำอาบและซักผ้าเท่านั้น&amp;nbsp; น้ำกินต้องซื้อเอา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนลุงยกยอวันนึงจะได้ปลาประมาณ 300-400 กิโลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นปลาสร้อย&amp;nbsp; ปลาแดง&amp;nbsp; เอามาเคล้าเกลือแล้วตากแดด&amp;nbsp; บางทีก็ได้ปลาใหญ่&amp;nbsp; พวกปลาแรด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; ตัวนึงหนักหลายกิโลฯ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้หาปลายาก&amp;nbsp; ได้ปลาวันละ&amp;nbsp; 30-40 โลฯ เท่านั้น&amp;nbsp; เพราะว่าน้ำน้อยลง&amp;nbsp; เริ่มจะเน่าเสีย &amp;nbsp;มีสีดำ&amp;nbsp; อีกอย่างคนหาปลาก็เยอะขึ้น&amp;nbsp; จึงจับปลาได้น้อยลง&amp;rdquo; พรานปลาอาวุโสบอก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ลุงทองหยดมีอาชีพหลักคือเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; มีปลาเทโพ&amp;nbsp; นิล&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; แรด&amp;nbsp; และสังกะวาด&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาสังกะวาด&amp;nbsp; ปลาในตระกูลปลาสวาย&amp;nbsp; แต่ตัวเล็กกว่า ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน&amp;nbsp; ราคากิโลกรัมละ 70 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; จะมีพ่อค้ามารับซื้อแล้วเอาไปขายทางภาคอีสาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาไปทำปลาแดดเดียว&amp;nbsp; หรือย่างเกลือ&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; กินกับข้าวเหนียวยิ่งเหมาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 68 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน&amp;nbsp; ชะโด&amp;nbsp; กราย&amp;nbsp; ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; ปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป้าเกิดอยู่ในแพนี่แหละ&amp;nbsp; ส่วนปู่ย่าก็อยู่กันมานานตั้งแต่สมัย ร.5 ท่านเสด็จมาที่อุทัยฯ&amp;nbsp; ป้าทำปลาย่างขายมาตั้งแต่สมัยสาวๆ&amp;nbsp; เอาไปขายบนตลาดริมแม่น้ำ&amp;nbsp; พอตอนหลังมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวดูแพ&amp;nbsp; จึงเริ่มทำปลาย่างขายบนแพ&amp;nbsp; ใช้วิธีรมควันแบบโบราณตามที่เห็นพ่อแม่เคยทำมา &amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋วบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนปลาเนื้ออ่อนในแม่น้ำสะแกกรังยังมีชุกชุม&amp;nbsp; ราคาแค่กิโลกรัมละ 5-10 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ปลาเนื้ออ่อนแทบจะหาไม่ได้แล้ว&amp;nbsp; ต้องซื้อมาจากที่อื่น&amp;nbsp; ราคาปลาสดกิโลฯ ละ 500 บาท&amp;nbsp; เมื่อเอามาทำปลากรอบน้ำหนักจะหายไปหลายเท่าตัว&amp;nbsp; ราคาขายปลาเนื้ออ่อนรมควันตอนนี้ตกกิโลฯ ละ 2,000 บาท&amp;nbsp; ถ้าเป็นปลาช่อนหรือปลากดราคากิโลฯ ละ 1,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; โชว์ปลาย่างรมควัน&amp;nbsp; ใช้ไม้ไผ่สานเป็นเสื่อคลุมปลาเพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึง&amp;nbsp; ถ้าใช้ไฟแรงไป &amp;nbsp;เนื้อปลาจะมีรสขม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงจากชาวแพในวันที่แม่น้ำป่วยไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายปีมาแล้วที่แม่น้ำสะแกกรังเริ่มป่วยไข้&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากวิกฤตน้ำแล้ง&amp;nbsp; ท้องน้ำหดแคบลง &amp;nbsp;โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง &amp;nbsp;เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบไม้ไผ่ที่ใช้พยุงแพแตกหักเสียหาย &amp;nbsp;กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้น้ำไม่ไหลเวียน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพหลบลี้ไปอยู่วังน้ำอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด &amp;nbsp;พรานปลา สะท้อนปัญหาว่า&amp;nbsp; คนที่เลี้ยงปลาในกระชังจะได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะทำให้ปลาตาย&amp;nbsp; บางครั้งจึงต้องรีบจับปลาที่ยังโตไม่ได้ขนาดเอาขึ้นมาขายก่อน&amp;nbsp; เพราะหากปล่อยไว้ปลาจะตายหมดกระชังก็จะเสียหายหนัก&amp;nbsp; ส่วนคนที่หาปลาเมื่อก่อนเคยขายได้วันละเกือบพันบาท&amp;nbsp; ตอนนี้หาได้วันละ 300 บาทยังยากเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; อายุ 53 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายในตลาดเทศบาลเมืองอุทัย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เรือนแพของเธอผูกอยู่ตรงท่าน้ำวัดโบสถ์&amp;nbsp; หากเป็นช่วงปกติ&amp;nbsp; เธอจะต้องใช้เรือเล็กหรือใช้สะพานไม้ไผ่ข้ามไป-มาระหว่างท่าน้ำกับเรือนแพของเธอ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว&amp;nbsp; เพราะแม่น้ำแห้งจนสันทรายโผล่ขึ้นมา&amp;nbsp; เรือนแพที่เคยผูกอยู่ที่ท่าน้ำตอนนี้เกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบแตกหักเสียหาย&amp;nbsp; ต้องหาเงินมาซ่อมใหม่&amp;nbsp; แต่ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ถ้าไม่หาปลา&amp;nbsp; ก็จะไปรับจ้าง &amp;nbsp;หรือค้าขายเล็กน้อยๆ อยู่ในตลาด&amp;nbsp; ไม่มีเงินจะซ่อมแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าของแพปลาย่างครวญว่า&amp;nbsp; พอแม่น้ำสะแกกรังแล้ง&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวแพก็ลำบาก&amp;nbsp; เพราะผักตบชวาไปขวางเรือ&amp;nbsp; พอเจอโควิดยิ่งแย่&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวหายหมด&amp;nbsp; รายได้จากการขายปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; น้ำพริก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ก็หายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพที่เคยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; เมื่อน้ำแล้งแพจะเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; หากเปลี่ยนลูกบวบทั้งหมดจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นบาท&amp;nbsp; ไม่รวมค่าแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟื้นฟูวิถีชาวแพ &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาความเดือดร้อนของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังมีมาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี&amp;nbsp; พวกเขาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน&amp;nbsp; และหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; จนในปี 2563 &amp;nbsp;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงให้หน่วยงานในสังกัด&amp;nbsp; คือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ชลประทานจังหวัด&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จัดทำแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นเริ่มสำรวจข้อมูลชุมชนชาวแพตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ถ่ายรูปเรือนแพ&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช. (ซ้าย) ร่วมสำรวจชุมชนชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; พบปัญหาและความต้องการของชุมชนชาวแพทั้งหมด&amp;nbsp; 122 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; โดยจะเร่งซ่อมแซมเรือนแพก่อน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน&amp;nbsp; ลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.บอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2563 หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวมทั้งส่วนกลางจึงได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อเดินหน้าพัฒนาชุมชนชาวแพร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การซ่อมแซมเรือนแพจำนวน 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมเรือนแพหลังละประมาณ 40,000 บาท&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนไม้กระดานปูพื้นแพที่ผุพัง&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่&amp;nbsp; ฯล&amp;nbsp; หากเกินงบสนับสนุนเจ้าของแพจะสมทบเอง&amp;nbsp; โดยมีช่างชุมชนและจิตอาสาจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ประมาณ 80 คนหมุนเวียนมาช่วยกัน&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดค่าแรงงานได้หลังละหลายพัน-หลายหมื่นบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; บางหลังรื้อหลังคา&amp;nbsp; ทำฝาบ้านใหม่&amp;nbsp; เพราะแพหลังเดิมผุพังทั้งหลัง&amp;nbsp; ระดมช่างมาช่วยกัน 10 คน&amp;nbsp; หากคิดค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำ 3 วัน&amp;nbsp; จะประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่างจิตอาสาช่วยกันซ่อมสร้างเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; การซ่อมแพเสร็จไปแล้ว 89 หลัง&amp;nbsp; อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 33 หลัง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีแผนงานปรับภูมิทัศน์เรือนแพเพื่อให้ดูสวยงาม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปลูกต้นไม้ริมชายตลิ่ง (ฝั่งวัดโบสถ์ตรงข้ามตลาดเทศบาล)&amp;nbsp; การสร้างถนนเลียบแม่น้ำและเขื่อนป้องกันตลิ่งพังทลาย&amp;nbsp; การวางท่อประปาเข้าสู่ชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โดยเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกำจัดผักตบชวา&amp;nbsp; ขุดลอกท้องน้ำ&amp;nbsp; สร้างประตูระบายน้ำเพื่อเติมน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไม่ให้แม่น้ำสะแกกรังแล้ง โดยกรมชลประทาน&amp;nbsp; รวมทั้งการสนับสนุนสีทาเรือนแพ&amp;nbsp; โดยมูลนิธิไทยเศรษฐ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาชุมชนเรือนแพสะแกกรังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปนั้น&amp;nbsp; ผอ.พอช. บอกว่า&amp;nbsp; หากซ่อมแซมเรือนแพเสร็จแล้ว (ประมาณตุลาคมนี้)&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จะช่วยกันส่งเสริมชุมชน&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม&amp;nbsp; ส่งเสริมประเพณีการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; งานบุญประเพณี&amp;nbsp; อบรมให้เกิดวิทยากรชุมชน&amp;nbsp; มัคคุเทศก์ชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ&amp;nbsp; ถ่ายทอดความรู้ไม่ให้สูญหายไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โฮมสเตย์เรือนแพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวแพยังใช้เรือสัญจร&amp;nbsp; แต่บางช่วงต้องฝ่าดงผักตบชวาหนาแน่นทำให้พายเรือลำบาก&amp;nbsp; หรือต้องเปลี่ยนไปใช้รถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กลุ่มความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาคนรุ่นใหม่ให้อนุรักษ์วิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp; 5.อนุรักษ์ปลาพื้นถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลาแรด&amp;nbsp; 6.การแปรรูปปลา&amp;nbsp; สร้างมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชุมชน&amp;nbsp; 7.เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้&amp;nbsp; ทำเป็นภาชนะใส่ของ&amp;nbsp; ใส่อาหาร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังที่เป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศเอาไว้&amp;nbsp; ถือเป็น &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ที่สำคัญคือสนองตอบความต้องการของชาวชุมชนเรือนแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่ &amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าจะช่วยกันขุดลอกคลอง (แม่น้ำ) และเก็บผักตบได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะได้ไหลสะดวก&amp;nbsp; ถ้าคลองสะอาดนักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ชาวบ้านจะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 64 ปี&amp;nbsp; ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า &amp;ldquo;อยู่แพมันสบาย&amp;nbsp; อากาศไม่ร้อน&amp;nbsp; ลมพัดเย็นสบาย&amp;nbsp; และยังพอหาผักหาปลาในคลองกินได้&amp;nbsp; ถ้ามีการอนุรักษ์แพก็จะดี&amp;nbsp; เพราะจะได้อยู่กันไปนานๆ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; จากการล่องเรือดูแพ&amp;nbsp; และผมก็อยากให้มีการแก้เรื่องน้ำเสีย&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่านี้&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก&amp;nbsp; น้ำก็จะไม่เน่า&amp;nbsp; เพราะเดิมน้ำลึกประมาณ 3-4 วา (6-8 เมตร)&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือประมาณวา กว่าๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวนิยมตักบาตรริมน้ำ&amp;nbsp; บริเวณตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ, กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม, จังหวัดอุทัยธานี, จุติ  ไกรฤกษ์, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย, บุญโรจน์  จันทร์วัด, ปลาย่าง  ป้าแต๋ว  อุทัยธานี, ปลาแรด, พม., พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิพิธภัณฑ์ชาวแพ, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ, ฟื้นฟูวิถีชาวแพ, มูลนิธิไทยเศรษฐ์, ร.5, ลุงทองหยด  จุลมุสิทธิ์, วิกฤตน้ำแล้, วิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่าน, ศรีวภา  วิบูลย์รัตน์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สมคิด  คงห้วยรอบ, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ, อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง, เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้, แม่น้ำป่วยไข้, แม่น้ำสะแกกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d4172e10168.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศรับมือโควิด-19 ตรวจคัดกรอง-เฝ้าระวัง-ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ-สร้างแหล่งอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนก่อนเข้าชุมชนที่บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา จ.ชลบุรี (ขวา) แปลงผักในเมืองที่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู &amp;nbsp;เขตสาทร &amp;nbsp;กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช. หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจับมือพลังภาคีในท้องถิ่น เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ รับมือโควิด-19&amp;nbsp; ปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; โดยใช้กลไกที่มีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมกันตั้งด่านตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; เฝ้าระวัง&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; แจกอุปกรณ์ป้องกัน&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; เปิดร้านค้าชุมชนขายสินค้าราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ไข่&amp;nbsp; ปลูกผักเป็นแหล่งอาหารสำรอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; (พม.) และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน&amp;nbsp; (อสม.)&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบล&amp;nbsp; (อบต.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ตั้งด่านตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; คัดกรองผู้ที่อาจจะมีเชื้อโควิด&amp;nbsp; เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายไปเกือบทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้กลไกที่มีอยู่ปฏิบัติการเชิงรุก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในฐานะที่ พอช.ทำงานร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยมีภารกิจหลักที่ พอช.ให้การสนับสนุนและส่งเสริม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; โครงการซ่อมสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาสหรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; &amp;nbsp;การจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือชาวชุมชน หรือ &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;
(สมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่&amp;nbsp; พอช.จึงได้ออกแบบการทำงานเชิงรุกในพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับ พอช.สามารถดำเนินมาตรการป้องกันและฟื้นฟูชุมชนจากสถานการณ์โควิดได้ทันทีเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง&amp;nbsp; เนื่องจากในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน ต่างๆ ทั่วประเทศมีประสบการณ์ในการทำงานป้องกันและฟื้นฟูชุมชนมาแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเฝ้าระวัง&amp;nbsp; ตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; แจกจ่ายพี่น้องในชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; รวมทั้ง พอช.ได้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการทำงานเชิงรุกนั้น&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอช.ได้ประสานงานไปยังสำนักงานภาค พอช.ทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนในแต่ละจังหวัดติดตามข้อมูลและสถานการณ์จากหน่วยงานราชการว่าในแต่ละจังหวัด&amp;nbsp; แต่ละพื้นที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเท่าไหร่&amp;nbsp; และในแต่ละพื้นที่ดำเนินการอย่างไรไปบ้างแล้ว&amp;nbsp; หรือมีข้อเสนอและความต้องการการสนับสนุนจาก พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การรับมือและป้องกันสถานการณ์โควิดรอบใหม่นี้ พอช.ได้ใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจัดทำแผนปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและฟื้นฟูชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิดต่อไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เครือข่ายชุมชนทั่วประเทศร่วมเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.)&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมกันป้องกันโควิดแพร่ระบาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยแจกจ่ายพี่น้องประชาชนในชุมชนรวมกันกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; การตรวจวัดไข้ร่วมกับ อสม.เพื่อคัดกรองผู้ที่อาจจะติดเชื้อ&amp;nbsp; จัดทำเจล&amp;nbsp; แอลกอฮอล์ล้างมือ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;พอช.และภาคเอกชนยังสนับสนุนการจัดทำครัวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ข้าวกล่อง&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; อาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; แจกจ่ายผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิดกว่า&amp;nbsp; 340,000 กล่อง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้เกิดการตื่นตัว&amp;nbsp; และนำประสบการณ์จากการทำงานป้องกันการแพร่ระบาดในช่วงที่ผ่านมาพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งนี้&amp;nbsp; โดยใช้กำลังคนและงบประมาณของชุมชนที่มีอยู่นำมาปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองเชียงใหม่ใช้งบประมาณจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมือง (ได้รับงบสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 300,000 บาท) ในช่วงโควิดปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาทำกิจกรรม 4 ด้านต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.สำรวจผู้เดือดร้อนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 500 ครอบครัว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นำงบประมาณมาให้ผู้เดือดร้อนกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาเร่งด่วน 24 ชุมชนๆ ละ 1 คน (คนละ 2,000 บาท) และจัดตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp; จำหน่ายข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; อาหารอื่นๆ (คนที่ไม่มีเงินนำอาหารไปกินก่อน&amp;nbsp; ชำระคืนทีหลัง) 3.จัดทำครัวกลางแจกจ่ายอาหารให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; คนแก่&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ป่วย ฯลฯ&amp;nbsp; 4.สนับสนุนพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารในชุมชน&amp;nbsp; 24 ชุมชน&amp;nbsp; โดยเครือข่ายฯ สนับสนุนกล้าพันธุ์ผักสวนครัวที่เพาะแล้วให้แต่ละชุมชนนำไปปลูกเพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดตาก&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เตรียมแผนงานระยะสั้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ระดับตำบล&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 86 แห่ง&amp;nbsp; ร่วมกับ อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; จัดตั้งจุดตรวจคัดกรองโควิดในพื้นที่&amp;nbsp; และแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย &amp;nbsp;เจลล้างมือ&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; ให้ผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ผู้ที่ตกงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะกลาง&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้น&amp;nbsp; โดยแจกเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; แจกพันธุ์ปลาดุก&amp;nbsp; เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นอาหาร&amp;nbsp; และระยะยาว&amp;nbsp; จัดตั้งธนาคารหรือกองทุนเมล็ดพันธุ์พืช&amp;nbsp; พัฒนากองทุนอาหารในตำบล&amp;nbsp; ส่งเสริมการใช้กองทุนที่มีอยู่แล้วในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน ต.เกาะทวด&amp;nbsp; อ.ปากพนัง&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;รพ.สต. อสม. &amp;nbsp;จัดระบบดูแลผู้เดินทางจากกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;และต้องกักตัว 14 วันตามมาตรการควบคุมโรค &amp;nbsp;โดยชุมชนร่วมกับ อบต.เกาะทวดจะจัดส่งอาหารให้แก่ผู้ที่กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งจัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อตรวจร่างกาย&amp;nbsp; เพื่อรายงานต่อ อสม.ทุกวัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งทีมให้ความรู้ &amp;nbsp;รถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่&amp;nbsp; และใช้หอกระจายข่าวให้พี่น้องในชุมชนได้รับรู้แนวทางการป้องกันการติดเชื้อเพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลตนเองและครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมตำบลท่าช้าง อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มอบเครี่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายจำนวน 8 เครี่องให้โรงพยาบาลบ้านลาด &amp;nbsp;และ รพ.สต.ท่าช้าง &amp;nbsp;เพื่อให้ อสม. นำไปใช้ในการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งหนุนเสริมการทำงานในการป้องกันและเฝ้าระวังในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าช้าง &amp;nbsp;จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบเครื่องวัดอุณหภูมิ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองโสน ร่วมกับ อบต.หนองโสน อ.เมือง&amp;nbsp; จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ให้กับชาวบ้านในตำบล &amp;nbsp;&amp;nbsp;ครัวเรือนละ 1 กล่อง &amp;nbsp;จำนวน 1,600 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลอ่างทอง &amp;nbsp;อ.ทับสะแก&amp;nbsp; ร่วมกับวัดอ่างทอง &amp;nbsp;ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีรายได้น้อยในตำบลที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;โดยแจกไข่ไก่และน้ำตาล เป็นขวัญกำลังใจและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมุทรสาคร &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนและกลุ่มเกษตรกรตำบลคลองตัน &amp;nbsp;อ.บ้านแพ้ว &amp;nbsp;ร่วมกับคณะทำงานอาสากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;แจกถุงยังชีพให้แก่แรงงานข้ามชาติในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานข้ามชาติไม่ต่ำกว่า 200,000 คน&amp;nbsp; และกำลังได้รับความยากลำบากเนื่องจากแรงงานเหล่านี้อยู่ในระหว่างการตรวจคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีงานทำ&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลตลาดกระทุ่มแบน&amp;nbsp; อ.กระทุ่มแบน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำสมาชิกปลูกพืชผักสวนครัวเช่น &amp;nbsp;คะน้า &amp;nbsp;กวางตุ้ง &amp;nbsp;ผักบุ้ง &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; และจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนปลูกผักในรอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:108.0pt&quot;&gt;พลังชุมชนต้านภัยโควิด -19&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงสถานการณ์โควิด 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.มีมาตรการช่วยเหลือชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยการพักหนี้ให้แก่สหกรณ์ผู้ใช้สินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคงเป็นเวลา 6 เดือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 395 องค์กร&amp;nbsp; รวม 119,956&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ช่วยให้กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;และองค์กรที่ใช้สินเชื่อทั่วประเทศไม่ต้องชำระดอกเบี้ยรวม 74.50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; แยกเป็น 1.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง จำนวน 220 โครงการ 234 เครือข่ายเมือง ครอบคลุม 2,931 ชุมชน 535,557 ครัวเรือน วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 55,835,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชนบท จำนวน 1,529 โครงการ 1,558 ตำบล&amp;nbsp; วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 71,558,375 บาท&amp;nbsp; โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น&amp;nbsp; การรณรงค์ให้ความรู้&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัย&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; เปิด ร้านค้าชุมชน สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ ฯลฯ&amp;nbsp; โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้ยังดำเนินการถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางสร้างแหล่งอาหารในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; (ใกล้วัดเทพลีลา-ม.รามคำแหง) กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นเวทีปรึกษาหารือและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (ดู พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551) มีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 5,000 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรกว่า 20,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่โควิดในช่วงต้นปี 2563&amp;nbsp; ชาวชุมชนได้รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; ทำงานในร้านอาหาร&amp;nbsp; ขับมอเตอร์ไซค์&amp;nbsp; แท็กซี่ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; และ พอช. จัดทำครัวชุมชนแจกอาหารให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นมา&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้รับอนุญาตจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้ใช้พื้นที่ว่างที่อยู่ติดชุมชน 1 ไร่&amp;nbsp; ปลูกผักต่างๆ และเลี้ยงปลาดุก 6 บ่อซีเมนต์แจกจ่ายกัน&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ก็ใช้พื้นที่ว่างปลูกผักเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางได้รับงบสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; จึงนำมาทำครัวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกผัก เช่น คะน้า&amp;nbsp; กวางตุ้ง&amp;nbsp; ผักบุ้ง&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; และเลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; ตอนนี้เลี้ยงปลาดุกเพื่อแจกไปแล้ว 5 รุ่นๆ ละ 600 ตัว&amp;nbsp; เราจะแจกเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ครอบครัวละ 1 กิโลฯ อาทิตย์ละครั้ง&amp;nbsp; และผักเก็บได้ฟรี&amp;nbsp; เพื่อเอาไปทำกับข้าว&amp;nbsp; แต่จะต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาให้ดู&amp;nbsp; เพื่อฝึกการทำบัญชีครัวเรือน&amp;nbsp; ควบคุมรายจ่าย และยังมีกองทุนข้าวสารที่ซื้อข้าวสารมาขายให้สมาชิกเดือนละ 1 ครั้งในราคาต่ำกว่าทุนครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ 40 บาท&amp;nbsp; ขายผู้ได้รับผลกระทบ 20 บาท&amp;nbsp; ส่วนคนทั่วไปขายบวกกำไรนิดหน่อยเพื่อให้มีเงินมาหมุนเวียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านที่มาเอาปลาดุกต้องนำบัญชีครัวเรือนมาแสดง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ชาวชุมชนยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;กองทุนวันละบาท&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยสมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกในยามที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงโควิดปี 2563-2564 นี้&amp;nbsp; กองทุนฯ นำเงินมาจัดทำครัวกลาง&amp;nbsp; แจกผักสด&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้า&amp;nbsp; เจลล้างมือ&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้วประมาณ 86,000 บาท&amp;nbsp; (ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการฯ มีสมาชิกประมาณ 2,700 คน&amp;nbsp; เงินกองทุนประมาณ 700,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการรับมือกับสถานการณ์โควิดช่วงนี้&amp;nbsp; นุชจรีบอกว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุข 15 (ลาดพร้าว)&amp;nbsp; และเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อในกลุ่มประชากรแฝง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขอความร่วมมือเจ้าของบ้านเช่าให้ตรวจสอบผู้เช่าว่าทำงานที่ไหน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่&amp;nbsp; ส่วนคนในชุมชนต่างก็ให้ความร่วมมือดี&amp;nbsp; มีการป้องกันตัวเองในครอบครัว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใส่หน้ากากเวลาออกจากบ้าน&amp;nbsp; มีเจลล้างมือ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เพาะเห็ดที่ชุมชนบางบอน กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการป้องกันโควิดและสร้างแหล่งอาหารในชุมชนเขตวังทองหลางแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ต่างก็ใช้พื้นที่ว่างในชุมชนทำสวนผักในช่วงสถานการณ์โควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ&amp;nbsp; ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; เขตสาทร&amp;nbsp; ชุมชนในเขตบางบอนเพาะเห็ด&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านมั่นคงเขาน้อย จ.ชลบุรี&amp;nbsp; ตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp;ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในเมืองพัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วาศินี&amp;nbsp; กาญจนกุล&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยพัทยา&amp;nbsp; อ.บางละมุง&amp;nbsp; จ.ชลบุรี&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยาฯ&amp;nbsp; เกิดจากการรวมตัวของคนจนที่ทำงานในเมืองพัทยาที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; จำนวน 304 ครอบครัว&amp;nbsp; โดย พอช. ให้การสนับสนุนกระบวนการรวมกลุ่มและสินเชื่อเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2558&amp;nbsp; มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 800 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; รถสองแถว&amp;nbsp; แม่ค้า&amp;nbsp; ขายอาหาร ทำประมง&amp;nbsp; นวดแผนโบราณ&amp;nbsp; ลูกจ้างร้านอาหาร&amp;nbsp; โรงแรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดนักท่องเที่ยวหายไป&amp;nbsp; จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงโควิดปี 2563 &amp;nbsp;สหกรณ์บ้านมั่นคงฯ นำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; มาจัดตั้งร้านค้าคุณภาพชีวิตในชุมชน&amp;nbsp; ใช้เงินลงทุน 150,000 บาท&amp;nbsp; จำหน่ายสินค้าจำเป็นในราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เนื้อหมูซื้อมากิโลกรัมละ 170 บาท&amp;nbsp; ขาย 100 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; น้ำปลา&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; เครื่องใช้ในบ้าน ฯลฯ ขายราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือชาวชุมชนที่ตกงาน&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ร้านค้าชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 150,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; ด้อยโอกาส จำนวน 22 ชุมชนในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผู้ป่วยติดเตียง&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; แม่เลี้ยงเดี่ยว&amp;nbsp; เด็กนักเรียนครอบครัวยากจน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมอบข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ผ้าอ้อมผู้ใหญ่&amp;nbsp; นมผง&amp;nbsp; ชุดนักเรียน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โควิดปีแล้วว่าหนักแล้ว&amp;nbsp; แต่ปีนี้หนักยิ่งกว่าเก่า&amp;nbsp; เพราะบางละมุงมีคนติดโควิดเยอะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองพัทยาต้องปิด&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; ชาวชุมชนก็ไม่มีรายได้&amp;nbsp; สหกรณ์จึงต้องให้ความช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; เพราะสมาชิกจะต้องผ่อนชำระค่าที่ดินและสร้างบ้านประมาณเดือนละ 2,400 บาท&amp;nbsp; ช่วงนี้สหกรณ์จึงพักชำระหนี้ให้สมาชิกที่เดือดร้อนคนละ 3 เดือน&amp;nbsp; ตอนนี้พักชำระไปแล้วประมาณ 20 ราย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บอกเล่าผลกระทบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่าอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.พักชำระหนี้โครงการบ้านมั่นคงอย่างน้อย 3 เดือนเหมือนปีที่แล้ว&amp;nbsp; และให้สนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป&amp;nbsp; เพราะผลกระทบในปีนี้หนักกว่าเก่า&amp;nbsp; ชุมชนยังพึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนในชุมชนที่ต้องหากินในเมืองพัทยา&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหมือนกับเมืองร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ในชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยฯ&amp;nbsp; มีสมาชิกติดเชื้อโควิดในช่วงต้นปี 2564&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 2 คน&amp;nbsp; คือ 1 คนติดจากการเข้าไปส่งอาหารในบ่อนการพนัน&amp;nbsp; อีก 1 คนยังไม่ทราบแน่ชัด&amp;nbsp; และได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว&amp;nbsp; ขณะนี้หมอให้กลับมารักษาตัวที่บ้านอีก 30 วัน&amp;nbsp; คณะกรรมการชุมชนจึงให้กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากต้องการอาหารหรือสิ่งของจำเป็นให้โทรแจ้งมา&amp;nbsp; ทางคณะกรรมการจะจัดหาให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งแต่โควิดปีที่แล้ว&amp;nbsp; ชุมชนได้ตั้งจุดคัดกรองโควิดบริเวณป้อมยามทางเข้าชุมชน&amp;nbsp; โดยจ้าง รปภ. 2 คน&amp;nbsp; สลับกันตรวจวัดไข้ผู้ที่จะเข้า-ออก&amp;nbsp; พอถึงตอนนี้เรายิ่งเข้มงวดมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีคนในชุมชนติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงประกาศให้ชาวบ้านทุกคนใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน&amp;nbsp; ส่วนเด็กเล็กเราไม่ให้ออกมาวิ่งเล่น&amp;nbsp; และหากใครออกไปนอกชุมชนเมื่อกลับเข้ามาจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; และใช้เจลล้างมือทุกครั้ง&amp;nbsp; ส่วนคนข้างนอกไม่ว่าจะเป็นคนส่งอาหาร&amp;nbsp; ไปรษณีย์&amp;nbsp; คนขายอาหารเราจะไม่ให้เข้า&amp;nbsp; ให้เอาของฝากไว้ที่ป้อมยาม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์ฯ บอกมาตรการเข้มงวด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ จ.ขอนแก่น มีแปลงนารวม-ผลิตน้ำดื่ม จัดกิจกรรม &amp;lsquo;กายปลอดภัย &amp;nbsp;ใจคลายกังวล&amp;rsquo; ไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; ที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม้ว่าตอนนี้ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพยังไม่มีผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; และยังเป็นพื้นที่ควบคุม&amp;nbsp; แต่ข่าวต่างๆ ที่ประโคมเรื่องโควิดทุกค่ำเช้าทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว&amp;nbsp; บางคนกินไม่ได้&amp;nbsp; นอนไม่หลับ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อ&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพมีสมาชิก 13 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวน 1,052 ครอบครัว&amp;nbsp; จึงได้เริ่มจัดกิจกรรมสร้างความรู้&amp;nbsp; ความเข้าใจ&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&amp;nbsp; และช่วยกันป้องกันโรคตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 5 มกราคมเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โดยเครือข่ายฯ&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแพจัดอบรมการทำเจลล้างมือแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้แทนชุมชนต่างๆ 13 ชุมชน&amp;nbsp; เพื่อให้นำกลับไปสอนลูกบ้าน&amp;nbsp; และสอนวิธีใช้เจลล้างมือ&amp;nbsp; ใช้แอลกอฮอล์มาเช็ดประตู&amp;nbsp; ลูกบิดที่ต้องจับบ่อยๆ&amp;nbsp; เวลาไปไหนก็ให้พกเจลไปด้วย&amp;nbsp; ส่วนหน้ากากผ้าอนามัยเราทำตั้งแต่ปีที่แล้ว&amp;nbsp; ยังมีใช้กันอยู่&amp;nbsp; แต่ที่น่าห่วงคือ&amp;nbsp; ชาวบ้านที่ตื่นกลัว&amp;nbsp; เพราะเหมือนกับโควิดมันมาอยู่ใกล้ๆ ตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเราจึงเข้าไปจัดกิจกรรมในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ความรู้ในการป้องกันตัว&amp;nbsp; และให้หากิจกรรมต่างๆ ทำ&amp;nbsp; จะได้ไม่เครียด&amp;nbsp; ไม่กังวล มีสติ ไม่กลัวเกินเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้เวลาว่างปลูกผักสวนครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;งานที่ทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพช่วยกันทำเจลล้างมือ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนงบประมาณในการจัดทำเจล&amp;nbsp; ป้าสนองบอกว่าใช้งบพัฒนาคุณภาพชีวิตจาก พอช.ประมาณ 30,000 บาท&amp;nbsp; คาดว่าจะทำแจกจ่ายและใช้งานใน 13 ชุมชนได้นานประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp; หรือจนกว่าสถานการณ์โควิดจะบรรเทาลง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณในการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวในชุมชนต่างๆ และในครัวเรือน เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำรองหากสถานการณ์โควิดยืดเยื้อยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เรายังโชคดีกว่าอีกหลายพื้นที่&amp;nbsp; เพราะเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพเราวางแผนเรื่องความมั่นคงทางอาหารมาก่อนแล้ว&amp;nbsp; เรามีแปลงนารวม&amp;nbsp; เนื้อที่ 38 ไร่&amp;nbsp; ชาวบ้านระดมทุนซื้อมาตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; ราคา 2 ล้าน 6 แสนบาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำนา&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; และยังมีโรงงานผลิตน้ำดื่มในชุมชน&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดปีที่แล้วเรายังเอาน้ำดื่มไปช่วยเหลือพี่น้องที่ชัยภูมิ&amp;nbsp; หากขาดเหลือเราก็ยังมีข้าวปลาอาหารเอาไว้กิน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางตัวอย่างของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่รวมพลังชุมชนเพื่อต้านภัยโควิด-19 !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;ชีวิตใหม่ชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จ.น่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านใหม่ของชาวลัวะห้วยขาบ 60 ครอบครัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากย้อนเวลากลับไปเมื่อรุ่งเช้าของวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp; หมู่บ้านชาวลัวะ &amp;nbsp;บ้านห้วยขาบ &amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านหลายครอบครัวกำลังเตรียมตัวเพื่อจะออกไปทำงานในไร่&amp;nbsp; บางครอบครัวกำลังล้อมวงกินอาหารมื้อเช้า&amp;nbsp; ท่ามกลางเม็ดฝนที่พรมลงมาตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันใดนั้นมีเสียง &amp;ldquo;เปรี๊ยะๆ&amp;rdquo; ดังสนั่นมาจากยอดเขาเหนือหมู่บ้าน&amp;nbsp; แต่กว่าที่ใครจะไหวตัวทัน&amp;nbsp; ทั้งก้อนหินและดินโคลนจากภูเขาที่อยู่สูงเหนือหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 100 เมตรได้ถล่มไถลลงมาราวกับสายน้ำจากนรก&amp;nbsp; มันโถมทับบ้านเรือนที่อยู่ด้านล่าง&amp;nbsp; มีบ้านเรือนที่ถูกดินและก้อนหินทับพังทั้งหลังจำนวน 4 หลัง&amp;nbsp; ทับบางส่วน 2 หลัง&amp;nbsp; มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเหตุร้ายผ่านไป&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตภัยพิบัติ&amp;nbsp; และอาจเกิดดินถล่มลงมาได้อีก&amp;nbsp; จึงมีคำสั่งอพยพชาวห้วยขาบทั้งหมด 60 ครอบครัว&amp;nbsp; รวม 253 ชีวิตที่พ้นภัยลงมาอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวหลายแห่งในอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; และต่อมาได้ย้ายเข้าอยู่ในบ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; เพื่อรอการก่อสร้างบ้านพักแห่งใหม่ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานของรัฐและเอกชนร่วมกันดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อําเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 134 กิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชากรมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ลัวะ &amp;nbsp;ขมุ ม้ง เย้า คนเมือง ฯลฯ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และมีแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์มาแต่โบราณ เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติ เพราะบ่อเกลือเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ สวยงาม โอบล้อมไปด้วยขุนเขาเขียวขจี มีลำธารไหลผ่าน&amp;nbsp; ในช่วงฤดูหนาว เมืองทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วยไอหมอกและอากาศที่หนาวเย็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;lsquo;ลัวะ&amp;rsquo; เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง (อยู่ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร สำเนียงพูดคล้ายภาษาเขมร) แต่ด้วยผลจากสงครามการสู้รบในอดีต ทำให้อาณาจักรลัวะแตกพ่ายล่มสลาย แต่ชนเผ่าลัวะยังสืบเชื้อสายกระจายตัวอยู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ&amp;nbsp; เช่น น่าน แพร่&amp;nbsp; เชียงใหม่ ฯลฯ ปัจจุบันชาวลัวะรวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ประสบปัญหาต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ทำให้คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและภูเขามาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุกป่า ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ฯลฯ&lt;/p&gt;


	ตั้งอยู่ในตำบลบ่อเกลือเหนือ (ก่อนดินถล่มมี 61 ครัวเรือน ประชากรจำนวน 261 คน) ชาวลัวะบ้านห้วยขาบอยู่อาศัยที่นี่มานานไม่ต่ำกว่า 100 ปี ปัจจุบันมีอาชีพปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา (ถั่วชนิดหนึ่งมีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกาใต้ เมล็ดกินได้) และปลูกข้าวไร่ (ข้าวเหนียว) ตามเชิงเขาเอาไว้กินในครัวเรือน ส่วนที่มาของหมู่บ้านมาจากชื่อลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ในอดีตมีแมลง &amp;lsquo;ขาบ&amp;rsquo;(ภาษาลัวะ) หรือแมลงเม่าอาศัยอยู่ตามลำห้วยชุกชุม จึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามนั้น


&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมศักดิ์ ใจปิง อายุ 38 ปี ชาวบ้านห้วยขาบ เล่าถึงวิถีชีวิตของชาวลัวะว่า ชาวลัวะมีชีวิตเรียบง่าย ปลูกข้าวไร่เอาไว้กินเอง เป็นข้าวเหนียว ใช้วิธีปลูกข้าวแบบหยอดหลุมและหมุนเวียนตามที่ราบเชิงเขาเพราะพื้นที่มีน้อย ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่หมุนเวียนประมาณ 6-7 แห่ง เมื่อครบ 7 ปีจะหมุนเวียนกลับมาทำไร่ข้าวในพื้นที่เดิม เพื่อให้ดินฟื้นตัวและกลับมาอุดมสมบูรณ์อีก เพราะคนลัวะปลูกข้าวโดยไม่ใช่ปุ๋ย แต่จะให้ธรรมชาติ เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล โดยจะมีพิธีบูชาระหว่างการปลูกข้าว และเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวประมาณช่วงเดือนมกราคมจะมีพิธี &amp;lsquo;กินดอกแดง&amp;rsquo; เพื่อขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขาที่ช่วยดูแลทำให้ข้าวอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปีหนึ่งครอบครัวผมจะปลูกข้าวได้ประมาณ 30 กระสอบ ก็พอกินทั้งปี แต่บางปีได้ไม่พอกิน เพราะมันแล้ง ต้องปลูกพืชอย่างอื่นด้วย ตอนนี้ส่วนใหญ่จะปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา &amp;nbsp;มีพ่อค้ามารับซื้อ ช่วงที่ว่างงานในไร่ก็จะไปทำงานรับจ้างในไร่ของคนอื่น เขาจะมาจ้างปลูกข้าวโพด หรือให้ถางหญ้า ได้ค่าจ้างวันละ 200-300 บาท เอามาใช้จ่ายในครอบครัว&amp;rdquo; ชาวบ้านห้วยขาบเล่าถึงการทำมาหากิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากใครเคยมาเยือนบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จะเห็นบ้านเรือนของพวกเขาปลูกกระจายอยู่ตามที่ราบเชิงเขา ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีลำห้วยขาบใสเย็นไหลผ่านกลางหมู่บ้าน เป็นเสมือนหมู่บ้านในนิทานที่สงบสุขและร่มเย็นมาช้านาน...หากดินบนภูเขาจะไม่ถล่มลงมา...!! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านใหม่...ชีวิตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงแรกชาวบ้านห้วยขาบทั้ง 60 ครอบครัวเข้าพักอาศัยที่บ้านพักชั่วคราว ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;และหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนงบประมาณและช่วยกันก่อสร้าง เพื่อรอการก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินที่กรมป่าไม้อนุญาต&amp;nbsp; เนื้อที่ 39 ไร่ (พื้นที่จริง 34 ไร่) บริเวณป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ป่าผาแดง หมู่ที่ 3 ต.ดงพญา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ &amp;nbsp;จ.น่าน &amp;nbsp;ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ที่ดิน (ช่วงแรก) 30 ปี ตั้งแต่มกราคม 2562 - มกราคม 2592 แบ่งพื้นที่สร้างบ้านและทำกินได้ครอบครัวละ 120 ตารางวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อสร้างบ้านพักถาวรให้กับชาวบ้านห้วยขาบจำนวน 60 หลังคาเรือน เป็นบ้านขนาด 5X8 ตารางเมตร (มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น) โครงสร้างเป็นปูนและเหล็ก รูปแบบบ้านประยุกต์มาจากบ้านของชาวลัวะ ราคาก่อสร้างประมาณหลังละ 320,000 &amp;nbsp;บาท ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 22.5 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุดหนุนการสร้างบ้าน และการประกอบอาชีพ รวม 1,320,000 บาท อบต.ดงพญา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;การประปาส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;สนับสนุนการจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ ประมาณ 4 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกผักส่วนกลาง&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; และสนามกีฬา&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 4 ไร่&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงต้นปี 2563 &amp;nbsp;และชาวบ้านทั้ง 60 ครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังเข้าไปทำไร่ในพื้นที่เดิมบริเวณไม่ไกลจากบ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; ส่วนบ้านหลังเก่าหากเป็นไม้ก็จะรื้อเพื่อเอามาต่อเติมที่บ้านใหม่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำครัว&amp;nbsp; ยุ้งข้าว&amp;nbsp; ห้องเก็บของ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ถ้าใครเข้าไปที่บ้านห้วยขาบเดิมก็จะมองไม่เห็นหมู่บ้านแล้ว&amp;nbsp; เพราะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่เข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านใหม่ต่างก็รู้สึกว่าชีวิตมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น&amp;nbsp; ไม่ต้องนอนผวา&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวว่าเวลาหน้าฝน&amp;nbsp; ก้อนหินดินโคลนจากภูเขาจะถล่มลงมาทับอีก&amp;nbsp; แต่สิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องก็คือ&amp;nbsp; หมู่บ้านที่ชาวลัวะมาอยู่ใหม่นี้ขึ้นอยู่กับหมู่ที่&amp;nbsp; 3 ตำบลดงพญา ทำให้กองทุนต่างๆ ของหมู่บ้านเดิมที่ชาวลัวะมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนหมู่บ้านห้วยขาบต้องยุบรวมเข้ากับกองทุนหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ตามระเบียบของทางราชการ&amp;nbsp; ซึ่งชาวลัวะไม่ต้องการ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาด้านการรวมกองทุน&amp;nbsp; และมีปัญหาด้านการปกครอง (หมู่ที่ 3 เป็นคนพื้นราบ&amp;nbsp; มีวัฒนธรรม&amp;nbsp; ประเพณีแตกต่างกัน) จึงขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านใหม่เป็นหมู่ที่ 8 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กาแฟ&amp;rsquo; พืชเศรษฐกิจใหม่ของชาวลัวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภานุวิชญ์ จันที ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ ชาวห้วยขาบ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบได้รับการสนับสนุนจากทางราชการและบริษัทซีพีให้ปลูกกาแฟในปี &amp;nbsp;2556&amp;nbsp; เป็นพันธุ์กาแฟอาราบิก้า&amp;nbsp; ปัจจุบันมีชาวบ้านปลูกกาแฟจำนวน 43&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกตามไหล่เขาใกล้บ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันประมาณ 130 ไร่&amp;nbsp; ผลผลิตรวมกันประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อปี&amp;nbsp; จะเก็บผลกาแฟสุกปีละครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านจะขายเมล็ดกาแฟสดหรือกาแฟเชอร์รี่&amp;nbsp; ราคากิโลฯ ละ 20 บาท&amp;nbsp; ต่อมาก็ขายเป็นกาแฟกะลา (เมล็ดกาแฟแห้งเอาเปลือกนอกออกแล้วแต่ยังไม่ได้คั่ว) กิโลฯ ละ 120 บาท&amp;nbsp; 10 กิโลฯ เราขายได้เงิน 1,200 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เราตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อเอาเมล็ดกาแฟมาคั่วและบรรจุถุงขาย&amp;nbsp; เป็นกาแฟอินทรีย์&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; มีกลิ่นหอม รสชาติหวานนุ่ม&amp;nbsp; และยังเอาดอกกาแฟมาทำชา&amp;nbsp; เอากากมาทำสบู่&amp;nbsp; ทำให้กาแฟ 10 กิโลฯ ขายได้เงินเกือบหมื่นบาท&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ตื่นเต้นกันใหญ่&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนขายกาแฟเชอร์รี่ได้แค่กิโลฯ ละ 20 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; ภานุวิชญ์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาวลัวะและกาแฟคั่วเข้ม &amp;nbsp;กลาง &amp;nbsp;และอ่อน &amp;nbsp;ขนาด 250 กรัม &amp;nbsp;ราคา 160-180 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; อาจเหมือนกับความโชคดีที่มาหลังจากความสูญเสียของชาวลัวะห้วยขาบ&amp;nbsp; แต่ความจริงเป็นแผนงานการบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดน่าน&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; กระทรวงมหาดไทย การประปา&amp;nbsp; การไฟฟ้า&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; และบริษัทไทยเบฟฯ&amp;nbsp; ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการทำมาหากิน&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย&amp;nbsp; โดยขณะนี้ทางจังหวัดน่านกำลังก่อสร้างสะพานคอนกรีตเข้าสู่หมู่บ้าน&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เตรียมสนับสนุนงบประมาณสร้างร้านกาแฟและสินค้าชุมชนรองรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า &amp;nbsp;ตอนนี้พื้นที่ปลูกกาแฟและผลผลิตจากบ้านห้วยขาบยังมีไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากมีพื้นที่น้อย&amp;nbsp; ดังนั้นต่อไปชาวห้วยขาบจะขยายพื้นที่ปลูก&amp;nbsp; โดยปลูกกาแฟต้นใหม่แซมลงในพื้นที่เดิม&amp;nbsp; รวมทั้งปลูกกาแฟในพื้นที่ว่างทั้งในหมู่บ้านเก่าและที่หมู่บ้านใหม่ &amp;nbsp;เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอ&amp;nbsp; และนำมาจำหน่ายในหมู่บ้านรองรับนักท่องเที่ยวที่มาอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; รวมทั้งขายทางออนไลน์&amp;nbsp; และออกบูธตามงานต่างๆ ด้วย เพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพและมีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลัวะคอฟฟี่&amp;nbsp; อัญมณีแห่งขุนเขา&amp;nbsp; กาแฟอินทรีย์เพื่อสร้าง &amp;lsquo;ชุมชนดี&amp;nbsp; มีรอยยิ้ม&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟบ้านห้วยขาบ&amp;rdquo; (ติดตามช่องทางการสนับสนุนชุมชนได้ที่ Facebook แฟน่าน ลั๊วะคอฟฟี่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน&amp;nbsp;เน้น &amp;lsquo;ชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ชาวบ้านร่วมกันทำแนวป้องกันไฟ &amp;nbsp;(ขวา) พิธีมอบอุปกรณ์ดับไฟเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาที่อำเภอเมืองเชียงใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานไม่ต่ำกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูแล้งของทุกปี&amp;nbsp; ทำให้ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; ฝุ่นละอองขนาดเล็กและควันจากการเผาไหม้นอกจากจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแล้ว&amp;nbsp; ยังมีปัญหาต่างๆ ติดตามมามากมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ระบบนิเวศน์&amp;nbsp; การสูญเสียความชื้นในดินในป่า&amp;nbsp; พื้นที่ป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และยังทำให้เกิดความขัดแย้งติดตามมา&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; คนบนดอยกับคนเมือง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า&amp;nbsp; ต่างคน&amp;nbsp; ต่างหน่วยงาน&amp;nbsp; มองปัญหาคนละด้าน&amp;nbsp; หรือไม่ก็โทษกันไปโทษกันมา&amp;nbsp; ประกอบกับเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่&amp;nbsp; มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่ไม่มีกลไกที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงทำให้ปัญหาปะทุรุนแรงขึ้นทุกปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับหนึ่งของโลก (Air&amp;nbsp; quality and pollution city ranking : จากการสำรวจเมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ชี้รากเหง้าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากปัญหาดังกล่าว &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง ในนามภาคประชาสังคม &amp;nbsp;ประกอบด้วย นักกิจกรรมทางสังคมนักวิชาการ แพทย์ &amp;nbsp;ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปิน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา หอการค้า&amp;nbsp; นักธุรกิจ สื่อมวลชน&amp;nbsp; ประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ได้ร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยได้จัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา ในเดือนกันยายน 2562 เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ บอกว่า รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน คือ การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ คือ 1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ไร่ข้าวโพด ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ระบบนิเวศน์ป่าไม้เสียสมดุล ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ การเผาขยะ การเปิดแอร์ ควันไฟจากการทำครัว การปิ้งย่าง ฝุ่นควันจากโรงงาน 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่ ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงภาวะความกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นควันจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; ทำให้เกิดก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 (ค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์&amp;nbsp; โดยใช้ค่า Particulate Matters : PM) &amp;nbsp;ซึ่งนอกจาก PM 2.5 จะเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและเป็นมะเร็งได้แล้ว &amp;nbsp;ยังสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและเส้นเลือดได้ด้วย ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันของเส้นเลือดในระบบต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; หัวใจและสมอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ PM 2.5&amp;nbsp; ยังลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานและลอยไปได้ไกล จึงมีโอกาสที่จะถูกสูดเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะตกลงสู่พื้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สอดคล้องกับข้อมูลจากการวิจัยของนายแพทย์พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดประมาณ 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ในภาคอื่นๆ มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อประชากร 100,000 คน &amp;nbsp;ดังนั้นคนเชียงใหม่จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดสูงถึง 2 เท่าของคนในภาคอื่น !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2550 จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลงเพราะปัญหาฝุ่นควันในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอนว่า&amp;nbsp; จะทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่องแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 สภาลมหายใจฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ เช่น&amp;nbsp; การจัดเวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยานในเมือง ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ลดการเผาขยะ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพื้นที่นอกเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 อำเภอ (รวมอำเภอเมืองเป็น 25 อำเภอ) รวม &amp;nbsp;207 ตำบล&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจัดตั้งและเป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้วเป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดม&amp;nbsp; อินจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 เป็นต้นมา สภาองค์กรชุมชนร่วมกับสภาลมหายใจขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนหรือตำบลนั้นๆ&amp;nbsp; เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่&amp;nbsp; การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่ารลุกลาม &amp;nbsp;การเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก เพราะเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้เห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดถอบจะออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400 บาท บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) นับแสนบาท จึงทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;จัดอบรม &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ทำปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดมบอกต่อไปว่า&amp;nbsp; จากข้อมูลปัญหาที่พบ สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า เช่น เห็ดถอบ เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) &amp;nbsp;ให้แก่ชาวบ้านในตำบลต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ กิ่งไม้ หญ้า ฟางข้าว เหง้ามันสําปะหลัง ซังและต้นข้าวโพด เพื่อลดการเผา&amp;nbsp; โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำวนเกษตร ปลูกพืชยืนต้น หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ไผ่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน นำฟางข้าว กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร เช่น นำใบไม้มาทำจานใส่อาหารทดแทนการใช้พลาสติก และลดการเผาใบไม้ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้จัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ&amp;nbsp; และเปิดรับบริจาคเพื่อนำสิ่งของ อุปกรณ์ในการดับไฟ&amp;nbsp; และนำงบประมาณไปมอบให้ตำบลต่างๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า&amp;nbsp; โดยในปี 2563&amp;nbsp; มอบสิ่งของไปแล้ว 140 หมู่บ้าน&amp;nbsp; 17 อำเภอ&amp;nbsp; 90 ตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในปีนี้จัดพิธีส่งมอบอุปกรณ์ไปเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาให้กับ 35 ตำบล &amp;nbsp;และ 1 ผืนป่านำร่องในพื้นที่รอบดอยสุเทพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 295 หมู่บ้าน &amp;nbsp;40 ตำบล &amp;nbsp;จาก 21 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เครื่องเป่าลม 250 เครื่อง เครื่องพ่นน้ำ 30 เครื่อง &amp;nbsp;ถังฉีดน้ำ 100 ถัง &amp;nbsp;เครื่องตัดหญ้า 100 เครื่อง &amp;nbsp;เลื่อยยนต์ตัดไม้ 20 เครื่อง &amp;nbsp;ถังเปล่า&amp;nbsp; 200ลิตร 100 ถัง &amp;nbsp;ไม้ตบไฟ 800 อัน &amp;nbsp;คราดมือเสือ 1,000 อัน &amp;nbsp;ไฟฉายคาดหัว 800 อัน กล้องส่องทางไกล 100 ตัว &amp;nbsp;และวิทยุสื่อสาร 120 เครื่อง &amp;nbsp;รวมมูลค่า 2,300,000 บาท &amp;nbsp;ทั้งนี้ชุมชนที่ได้รับมอบอุปกรณ์จะต้องมีการเตรียมแผนการในการป้องกันและดับไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ผนึกพลังสร้าง &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; ใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจพร้อมด้วยภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ร่วมกันแถลงข่าวและชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควันละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2564&amp;nbsp; โดยมีนายเจริญ​ฤทธิ์​ สงวน​สัตย์​ &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ &amp;nbsp;ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ตั้งเป้าหมายจะลดพื้นที่เผาและลดค่า PM 2.5 ให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; โดยจะเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังร่วมกัน&amp;nbsp; โดยใช้มาตรการเชิงป้องกันแทนการไล่ดับไฟเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และใช้ข้อมูล&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ความรู้ด้านวิชาการ&amp;nbsp; และเทคโนโลยีมาสนับสนุน &amp;nbsp;ถือเป็นนวัตกรรมใหม่&amp;nbsp; และเป็น &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; หากเกิดผลสำเร็จในช่วงฤดูแล้งปีนี้&amp;nbsp; จะนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองเป็นจำเลยในเรื่องปัญหาฝุ่นควัน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา &amp;nbsp;วางแผน &amp;nbsp;ปฏิบัติการ&amp;nbsp; และร่วมสรุปบทเรียน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นพลังพื้นฐานที่สำคัญและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประสบผลสำเร็จต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, ธนวัฒน์ จรรมรัตน์, นุชจรี  พันธ์โสม, พอช., ภานุวิชญ์ จันที, วาศินี  กาญจนกุล, สนอง  รวยสูงเนิน, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สมศักดิ์ ใจปิง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุดม  อินจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_6013d46f61019.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช.ประกาศขับเคลื่อนสถาบันฯ เป็นองค์กรต้นแบบ   ส่งเสริมคุณธรรม  ต่อต้านทุจริต  ยึดแนวทาง “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช.ร่วมประกาศเจตนารมณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (28 ตุลาคม) เวลา 9.30 น.&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; คณะผู้บริหาร&amp;nbsp; และเจ้าหน้าที่สถาบันฯ&amp;nbsp; ประมาณ 150&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ได้ร่วมกันประกาศขับเคลื่อนสถาบันฯ &amp;nbsp;ให้เป็นองค์กรต้นแบบส่งเสริมคุณธรรมและต่อต้านการทุจริต&amp;nbsp; และกล่าวปฏิญาณตนในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการยึดมั่นคุณธรรมความดี &amp;nbsp;ตามแนวทาง&amp;nbsp; &amp;ldquo;พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา&amp;rdquo; ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ถนนนวมินทร์&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;มีภารกิจสนับสนุนและให้การช่วยเหลือแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน &amp;nbsp;โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวม&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือบูรณาการและหลักการพัฒนาที่สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมเป็นแนวทางสำคัญ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน &amp;nbsp;สถาบันฯ ได้ดำเนินภารกิจดังกล่าวต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 20 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มุ่งเน้นการวางรากฐานการพัฒนาให้ชุมชนและสังคมเติบโตอย่างมีคุณภาพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความมั่นคง มั่งคั่ง &amp;nbsp;และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การจัดการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การควบคุมดูแล และการบริหารงานต่าง ๆ ของสถาบันฯ จะยึดถือหลักธรรมาภิบาลเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารองค์กร &amp;nbsp;การส่งเสริมการพัฒนาองค์กรชุมชนและเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ &amp;nbsp;สนับสนุนการบริหารจัดการที่ดีในทุกระดับ &amp;nbsp;ให้มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ &amp;nbsp;พร้อมทั้งพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการกำกับติดตาม &amp;nbsp;และตรวจสอบถ่วงดุล &amp;nbsp;บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมในทุกระดับ &amp;nbsp;ร่วมสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดีที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล &amp;nbsp;เพื่อประโยชน์องค์กรชุมชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้บริหาร พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผู้อำนวยการ &amp;nbsp;ผู้บริหาร &amp;nbsp;และผู้ปฏิบัติงานของสถาบัน &amp;nbsp;ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ &amp;nbsp;ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต &amp;nbsp;ยึดมั่นคุณธรรม&amp;nbsp; จริยธรรม &amp;nbsp;โปร่งใส &amp;nbsp;และให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ จะเอื้ออำนวยและกำกับดูแลให้ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันฯ ทุกคนปฏิบัติงานโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ &amp;nbsp;และยึดมั่นในคุณงามความดี &amp;nbsp;ตามแนวทาง &amp;nbsp;&amp;ldquo;พอเพียง &amp;nbsp;วินัย &amp;nbsp;สุจริต &amp;nbsp;จิตอาสา&amp;rdquo; ซึ่งจะส่งผลให้สถาบันเป็นองค์กรคุณธรรม &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1. ข้าพเจ้าจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต &amp;nbsp;มีความพอเพียง &amp;nbsp;รู้จักประมาณตน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเหตุมีผล &amp;nbsp;และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย &amp;nbsp;ยึดมั่นในข้อบังคับ &amp;nbsp;และระเบียบของสถาบันฯ ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบให้กับตนเองหรือบุคคลอื่น จะปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคม &amp;nbsp;และเคารพกฎหมายบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต &amp;nbsp;ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี &amp;nbsp;รักษาไว้ซึ่งคุณธรรมความดี &amp;nbsp;ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา &amp;nbsp;และจะต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ข้าพเจ้าจะให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจ &amp;nbsp;มีจิตมุ่งมั่นบริการ &amp;nbsp;รักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะ &amp;nbsp;อุทิศตนและเสียสละเพื่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82033</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สมชาติ  ภาระสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f98f0096125b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘20 ปี พอช.’  “พลังองค์กรชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (แถวหน้าที่ 4 จากขวาไปซ้าย) ร่วมงานประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับชาติเมื่อเร็วๆ นี้ที่ พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นองค์การมหาชนแห่งแรกที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 &amp;nbsp;เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2543 &amp;nbsp;ปัจจุบัน พอช.ดำเนินงานครบ 20 ปี&amp;nbsp; มีภารกิจในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนผ่านกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนด้านต่างๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; เศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; การดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วิสัยทัศน์&amp;nbsp; ตามแผนยุทธศาสตร์ของของสถาบันฯ คือ &amp;ldquo;ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทยในปี 2579&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมียุทธศาสตร์การขับเคลื่อน&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักและพื้นที่เป็นตัวตั้งในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; ที่มีความหมายมากกว่าคำว่า &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; กิจกรรมสำคัญของ พอช. คือ&amp;nbsp; การสนับสนุนแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยและคนยากจนทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2546 &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือ &amp;ldquo;โครงการบ้านมั่นคง&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องถูกขับไล่&amp;nbsp; อยู่อาศัยในที่ดินที่ถูกกฎหมาย &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; รวมกลุ่มผู้ที่เดือดร้อนเช่าหรือซื้อที่ดินใหม่เพื่อปลูกสร้างบ้าน-สร้างชุมชนใหม่&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณ&amp;nbsp; สินเชื่อ&amp;nbsp; และเป็นที่ปรึกษาโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาได้ขยายเป็นโครงการอื่นๆ&amp;nbsp; อีกหลายโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงชนบท &amp;nbsp;โครงการบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;(สนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านผู้ยากไร้ในชนบท) &amp;nbsp;ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;ปทุมธานี &amp;nbsp;&amp;nbsp;เชียงใหม่&amp;nbsp; และขอนแก่น&amp;nbsp; เพื่อให้กลุ่มคนไร้บ้านมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp; และการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยทุกประเภทของ&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;ให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินการ &amp;nbsp;โดยการสนับสนุนให้ชุมชนหรือผู้ที่เดือดร้อนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ตั้งแต่การสำรวจข้อมูลชุมชน &amp;nbsp;ข้อมูลผู้ที่เดือดร้อน&amp;nbsp; เช่าหรือจัดหาที่ดินใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อออมเงินสร้างบ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;การออกแบบบ้าน-ผังชุมชนให้ตรงกับความต้องการของชุมชน &amp;nbsp;การบริหารจัดการโครงการ&amp;nbsp; และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในทุกๆ ด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี&amp;nbsp; 2546 &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;พอช.สนับสนุนการแก้ปัญหาให้ประชาชนผู้ยากไร้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยทุกประเภทไปแล้วกว่า 3,000&amp;nbsp; ชุมชนเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp; ประมาณ 249,000 ครัวเรือน (บ้านมั่นคงในเมืองและชนบท 116,719 ครัวเรือน, บ้านพอเพียงชนบท 69,425 ครัวเรือน, ชุมชนริมคลองลาดพร้าว-เปรมประชากร 2,972 ครัวเรือน, ซ่อมสร้างบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ 11,388 ครัวเรือน, ซ่อมสร้างบ้านในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ 48,992 ครัวเรือน&amp;nbsp; ฯลฯ) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการมีบ้านที่มั่นคงแล้ว &amp;nbsp;องค์กรชุมชนที่เข้าร่วมโครงการด้านที่อยู่อาศัยกับ พอช. ระบุว่า กระบวนการทำงานด้านที่อยู่อาศัยซึ่งส่วนใหญ่ยาวนานหลายปีนั้น &amp;nbsp;ทำให้ครัวเรือนมีเงินสะสมเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค &amp;nbsp;ไฟฟ้า น้ำประปาลงกว่าครึ่ง &amp;nbsp;องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็ง &amp;nbsp;มีความสามารถในการบริหารจัดการต่างๆ &amp;nbsp;ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ &amp;nbsp;ทำให้คนจนเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ&amp;nbsp; และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกับภาคีการพัฒนาอื่นๆ&amp;nbsp; ได้อย่างสง่าผ่าเผย &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมกับคำกล่าวที่ว่า &amp;ldquo;บ้านมั่นคงเป็นบ้านที่มีความหมายมากกว่าคำว่าบ้าน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ปัญหาสำคัญของชุมชนชนบทที่สั่งสมมายาวนานคือปัญหาด้านที่ดิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินทับซ้อนกับเขตป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ป่าไม้ ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;พอช.ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนได้ริเริ่มการแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการสนับสนุนให้องค์กรชุมชนในพื้นที่กว่า 1,000 ตำบลจัดเก็บข้อมูลปัญหาที่ดินในชุมชนอย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เพื่อนำมาแยกแยะประเภทปัญหาแล้ววางแผนแก้ปัญหาในรูปแบบต่างๆ &amp;nbsp;การขอเช่าที่ดิน&amp;nbsp; ขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ที่ดิน ส.ป.ก., ป่าเสื่อมโทรม, ที่ดินราชพัสดุ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;ldquo;Social Safety Net&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2548 &amp;nbsp;พอช. และขบวนองค์กรชุมชนได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล &amp;nbsp;โดยสมาชิกส่วนใหญ่สมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท &amp;nbsp;หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือและจัดสวัสดิการให้สมาชิกกว่า 20 &amp;nbsp;ประเภท&amp;nbsp; ตั้งแต่เกิด &amp;nbsp;แก่ &amp;nbsp;เจ็บ &amp;nbsp;ตาย&amp;nbsp; สร้างอาชีพ &amp;nbsp;ช่วยเหลือผู้ประสบภัย &amp;nbsp;จัดหาที่ดินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ดูแลผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;คนชรา&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; ถือเป็น &amp;ldquo;ตาข่ายรองรับผู้ประสบภัยทางสังคม&amp;rdquo; &amp;nbsp;หรือ &amp;lsquo;Social Safety Net&amp;rsquo; &amp;nbsp;ที่สร้างขึ้นโดยประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศจำนวน 6,032 กองทุน &amp;nbsp;มีสมาชิกกว่า 5.9 &amp;nbsp;ล้านคน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกันกว่า 17,600 &amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อยละ 65 เป็นเงินที่มาจากสมทบของสมาชิก &amp;nbsp;เป็นการพิสูจน์พลังของเงินหนึ่งบาทได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชนช่วยเหลือสมาชิกทั่วประเทศไปแล้วกว่า 2.2 &amp;nbsp;ล้านคน &amp;nbsp;รวมเป็นเงินกว่า 2,400 &amp;nbsp;ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; &amp;ldquo;สร้างประชาธิปไตยจากฐานราก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2551 &amp;nbsp;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนมีผลบังคับใช้ &amp;nbsp;โดย พอช.มีฐานะเป็นหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มและองค์กรชุมชนในระดับตำบลจัดตั้ง &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo; ขึ้นมาทั่วประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนตำบลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นมากมายหลายด้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเวทีกลางปรึกษาหารือปัญหาสาธารณะ &amp;nbsp;ติดตามโครงการพัฒนาต่างๆ ในตำบล &amp;nbsp;การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ที่ดินทำกิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมชุมชน &amp;nbsp;ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาสาธารณะต่างๆ&amp;nbsp; ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในการประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลตามมาตรา 32 &amp;nbsp;ของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 กำหนดว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;ให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลดำเนินการเรื่องต่างๆ &amp;nbsp;ดังต่อไปนี้&amp;nbsp; (2)&amp;nbsp; ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคมและกฎหมาย&amp;nbsp; รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp; หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด&amp;nbsp; ทั้งด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศเกือบทุกท้องถิ่น&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;7,794 &amp;nbsp;สภาฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ร่วมจัดตั้งสภาฯ กว่า 156,000 &amp;nbsp;กลุ่ม&amp;nbsp; ถือเป็นการสร้างประชาธิปไตยจากฐานราก &amp;nbsp;เพราะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;และเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จะขับเคลื่อนการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นได้กว้างขวางที่สุดกลไกหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนับสนุนด้านเศรษฐกิจและสินเชื่อชุมชนกว่า 10,800 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภารกิจสำคัญประการหนึ่งที่กำหนดเอาไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ พ.ศ.2543&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การสนับสนุนและให้การช่วยเหลือแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ &amp;nbsp;การพัฒนาอาชีพ &amp;nbsp;การเพิ่มรายได้ &amp;nbsp;การพัฒนาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชนทั้งในเมืองและชนบท &amp;nbsp;โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวม &amp;nbsp;และหลักการพัฒนาที่สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมเป็นแนวทางสำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; คนจนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินสินเชื่อเพื่อทำกิจกรรมพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ &amp;nbsp;รัฐจึงกำหนดให้ พอช. มีภารกิจในการให้สินเชื่อแก่องค์กรชุมชนมาตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันฯ &amp;nbsp;โดยในช่วงแรกๆ เป็นสินเชื่อเพื่อการพัฒนาอาชีพและธุรกิจชุมชน &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อมีโครงการบ้านมั่นคงในปี 2546 &amp;nbsp;สินเชื่อส่วนใหญ่ของ พอช.จึงเป็นสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งครัวเรือนที่เดือดร้อนสามารถกู้ได้สูงสุด 360,000 บาท &amp;nbsp;ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วง&amp;nbsp; 20 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.ให้สินเชื่อแก่ 986 องค์กรชุมชน &amp;nbsp;รวมเป็นเงิน&amp;nbsp; 10,863 ล้านบาท &amp;nbsp;ทำให้ประชาชน 406,803&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;6,272 ชุมชน &amp;nbsp;มีบ้าน &amp;nbsp;มีอาชีพ &amp;nbsp;มีรายได้จากการใช้สินเชื่อดังกล่าว &amp;nbsp;ครัวเรือนที่ยากลำบากเหล่านี้เป็นครัวเรือนที่ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินในระบบปกติ&amp;nbsp; เพราะรายได้และฐานะทางการเงินไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักประกันเงินกู้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ปี พอช. และก้าวต่อไป...&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเต็มแผ่นดินในปี 2579&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;บทบาทของ พอช.ต่อสังคมไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;มีอย่างน้อย 3 ประการ&amp;nbsp; คือ 1.การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านต่างๆ &amp;nbsp;ทั้งด้านที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ที่ดิน&amp;nbsp; สวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;เศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; 2.การทำงานของ พอช. ทำให้องค์กรชุมชนทั่วประเทศมีบทบาท &amp;nbsp;มีสถานะ ได้รับการยอมรับเป็นภาคส่วนสำคัญของการพัฒนาสังคมทั้งในเมืองและชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3. คือ พอช.ในฐานะหน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp; เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างการขับเคลื่อนงานพัฒนาท้องถิ่นระดับชุมชนและการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะของรัฐ &amp;nbsp;เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขวางทั่วทั้งสังคม &amp;nbsp;โดยใช้ตัวอย่างการพัฒนาที่ชุมชนทั่วประเทศพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีมาเป็นรูปแบบในการขยายผลไปทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งยังเป็นยังเปเ็นการพิสูจน์ด้วยว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;การจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทที่สาม&amp;nbsp; นอกเหนือจากระบบราชการ &amp;nbsp;และรัฐวิสาหกิจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อทำงานบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม &amp;nbsp;ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการนั้น &amp;nbsp;เป็นแนวคิดที่ถูกต้อง ควรจักได้ขยายผลเป็นแนวทางหลักในการปฏิรูปประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน &amp;nbsp;ตลอดระยะเวลาการทำงานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.และขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้มีการทบทวนและสรุปบทเรียนการทำงานเป็นระยะๆ เพื่อปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและสังคมไทยที่ก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดนิ่ง&amp;nbsp; โดยยึดแนวทาง &amp;ldquo;การสนับสนุนให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานพัฒนา&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพราะเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมาย &amp;ldquo;ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทยในปี 2579&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันที่อยู่อาศัยโลกปี&amp;nbsp; 2563 : Housing for all A better urban future&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;มหกรรมงาน &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; : ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(การจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก เมื่อ 5 ตุลาคมที่ผ่านมาที่หน้าสำนักงานใหญ่ UN ประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ (UN &amp;ndash; HABITAT)&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็น &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;World Habitat Day&amp;rsquo;&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่ปี 2528 &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ &amp;nbsp;ตลอดจนตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของประชากรทุกคนบนโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดย UN &amp;ndash; HABITAT&amp;nbsp; มีคำขวัญว่า &amp;ldquo;Housing for all A better urban future&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม&amp;rdquo; &amp;nbsp;เครือข่ายสลัม 4 ภาคร่วมกับภาคีต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.)&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบจากรถไฟ (ชมฟ.) ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; คนไร้บ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ประมาณ 2,500 คน&amp;nbsp; จัดกิจกรรมเดินรณรงค์&amp;nbsp; และยื่นหนังสือข้อเรียกร้องด้านที่อยู่อาศัยให้แก่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; รวมถึงพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดมหกรรม &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; : ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม&amp;rdquo; ตลอดช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; ปราจีนบุรี&amp;nbsp; น่าน&amp;nbsp; ขอนแก่น&amp;nbsp; และชุมพร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านมั่นคง :&amp;nbsp; &amp;ldquo;กระบวนการแก้ไขปัญหาทั้งเมือง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมสุข&amp;nbsp; บุญญะบัญชา&amp;nbsp; ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ (อดีตผู้อำนวยการสถาบันฯ) &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินงานของสถาบันฯ กำลังครบรอบเข้าสู่ปีที่ 20 &amp;nbsp;ดังนั้นการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปี 2563 นี้ &amp;nbsp;นอกจากจะเป็นการร่วมเฉลิมฉลองและรณรงค์การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นโอกาสในการทบทวนขบวนการ &amp;nbsp;สรุปบทเรียน &amp;nbsp;จัดการความรู้ &amp;nbsp;สรุปผลการดำเนินงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยในช่วง 20 &amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;เพื่อมองทิศทางการสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยต่อขบวนองค์กรชุมชนในอนาคต และวางแผนสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0cm 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(สมสุข &amp;nbsp;บุญญะบัญชา &amp;nbsp;(นั่งขวาสุด) ร่วมงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่ตำบลห้วยขมิ้น &amp;nbsp;จ.สุพรรณบุรี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมองย้อนกลับในช่วงการก่อตั้ง พอช.เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2543)&amp;nbsp; สมสุขมองว่า&amp;nbsp; ก่อนที่จะมีโครงการบ้านมั่นคงในปี 2546 &amp;nbsp;พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาในลักษณะที่ว่า &amp;nbsp;ชาวบ้านที่ไหนมีปัญหา หรือว่ามีความพร้อมก็ทำ เสนอโครงการมาทีละโครงการ&amp;nbsp; ที่นั่นโครงการนึง ที่นี่โครงการนึง&amp;nbsp; หรือทำทีละโครงการ &amp;nbsp;เมื่อ พอช.เสนอโครงการบ้านมั่นคงและได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลในปี 2546&amp;nbsp; จึงนำร่องทั่วประเทศ 10 โครงการ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พอปีถัดมาจึงเสนอว่าควรจะเป็นการทำทั้งเมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือแต่ละเมืองจะต้องมีการสำรวจข้อมูล &amp;nbsp;มีการวางแผน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการจัดกระบวนการว่าเมืองของเขาจะปลอดสลัม หรือว่าจะแก้ปัญหาทุกๆ สลัมในขั้นตอน ในจังหวะจะโคน ในวิธีการยังไง ในเวลากี่ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหลายเมืองที่เข้าสู่กระบวนการวางแผนการแก้ปัญหาทั้งเมืองแล้วก็มีภาพรวม&amp;nbsp; ไม่ได้ไปทำทีละโครงการหรือทีละชุมชนแล้วก็หายไป &amp;nbsp;วิธีการแบบบ้านมั่นคงก็คือ&amp;nbsp; เราจะดูจำนวนคนจนทั้งหมดที่มีปัญหาในเมืองนั้นๆ &amp;nbsp;ว่ามีอยู่เท่าไร &amp;nbsp;แล้วในจำนวนทั้งหมดนี้&amp;nbsp; เขาจะแก้ปัญหาในรูปแบบไหน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปรับปรุงอยู่ในที่ดินเดิม&amp;nbsp; หรือขยับไปอยู่ในที่ใหม่&amp;nbsp; ไม่ไกลจากเดิม &amp;nbsp;ทำให้แก้ไขปัญหาได้ครอบคลุมทุกๆ ชุมชน&amp;nbsp; และแก้ปัญหาทั้งเมือง&amp;rdquo; สมสุขเล่าถึงกระบวนการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คนจนเป็นผู้เปลี่ยนความยากจนเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมสุขกล่าวว่า&amp;nbsp; ในการแก้ปัญหาทั้งเมืองจึงต้องมีหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;มีเครือข่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาโครงสร้าง &amp;nbsp;ปัญหาเรื่องที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องกฎระเบียบ &amp;nbsp;เรื่องสถานภาพ&amp;nbsp; เรื่องสาธารณูปโภค&amp;nbsp; เป็นเรื่องโครงสร้างหมด&amp;nbsp; และเกี่ยวกับระบบระเบียบกลไกทั้งหลายที่มีอยู่ในสังคม &amp;nbsp;เพราะฉะนั้นกระบวนวิธีการแก้ปัญหาทั้งเมืองจึงต้องสร้างเครือข่าย สร้างกลไกความร่วมมือ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะถ้าเราไม่ได้รับความร่วมมือมากพอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแก้ปัญหามันจะติดขัดและทำได้แต่ละโครงการเท่านั้น&amp;nbsp; และเมื่อโครงการบ้านมั่นคงเป็นที่ยอมรับของนโยบายและหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;ก็สามารถจะทำให้กลไกในระบบทั้งหลายเข้ามาร่วมมือ &amp;nbsp;หรือเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมาช่วยกันทำ&amp;nbsp; เป็นความสำคัญของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่สำคัญที่สุดก็คือ&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงเป็นรูปแบบที่ชุมชนเป็นหลัก &amp;nbsp;คนจนเป็นผู้เปลี่ยนความยากจนอันนี้เอง &amp;nbsp;แล้วก็เป็นผู้สร้างโครงการเอง &amp;nbsp;บริหารงบประมาณแล้วก็ทำมากกว่าบ้าน &amp;nbsp;เป็นโครงการที่เกิดผลไม่ใช่เรื่องของที่อยู่อาศัยที่เป็นกายภาพหรือเป็นวัตถุเพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่ว่าเป็นการสร้างระบบใหม่ &amp;nbsp;เปลี่ยนระบบโครงสร้างใหม่ของคนจนซึ่งเคยเป็นแบบหนึ่ง สถานะแบบหนึ่ง &amp;nbsp;เราเปลี่ยนทุกเรื่อง &amp;nbsp;เปลี่ยนโครงสร้างของความสัมพันธ์ภายใน เปลี่ยนโครงสร้างของเรื่องทุนที่เคยเป็นอยู่แบบเดิมที่คนจนเป็นผู้รับตลอดเวลา &amp;nbsp;มีการสร้างกองทุนร่วม &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการ&amp;nbsp; มีการออมทรัพย์&amp;nbsp; นำไปเชื่อมโยงกับทุนอื่นๆ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0cm 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้าน ต.ห้วยขมิ้น &amp;nbsp;อ.ด่านช้าง &amp;nbsp;จ.สุพรรณบุรี ช่วยกันสร้างบ้านมั่นคงเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนเศรษฐกิจพื้นฐาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนจนเริ่มมีทรัพย์สินเพราะว่าบ้านก็เป็นทรัพย์สิน &amp;nbsp;รวมทั้งเรื่องอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีอาชีพที่ดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีคอนเนคชั่น &amp;nbsp;มีความสัมพันธ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนจนรู้จักกับเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; รู้จักกับผู้คนต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสวัสดิการ &amp;nbsp;มีการบริหารร่วมกัน มีการทำกิจกรรมเรื่องเด็ก เรื่องทุนการศึกษา&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;คือทุกสิ่งทุกอย่างมันมาพร้อมกับโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; เป็น system change&amp;nbsp; การเปลี่ยนระบบของคนจนจากจุดหนึ่งมาสู่อีกจุดหนึ่ง อันนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ถือเป็นพัฒนาการการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน&amp;nbsp; และเป็นการสร้างการเปลี่ยนระดับเมืองไปพร้อมๆ กัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นความก้าวหน้าและทิศทางสำคัญในการพัฒนาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา...!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2563 ทั่วภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border: none; margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) การเดินรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกเมื่อ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;บริเวณถนนราชดำเนิน &amp;nbsp;กรุงเทพฯ (ขวา) พอช.สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวจากเดิมเป็นชุมชนแออัด สถานภาพบุกรุก &amp;nbsp;กลายเป็นชุมชนริมคลองที่ดูสวยงามและเช่าที่ดินอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;ขณะนี้สร้างเสร็จแล้วประมาณ 3,000 หลังใน 35 ชุมชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศตามโครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยยึดหลักการให้ชุมชนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; มีความไม่มั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัยได้รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ไม่ใช่ พอช.ไปสร้างบ้านให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่สนับสนุนให้ชาวชุมชนร่วมกันแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ร่วมกันแต่งตั้งคณะทำงาน&amp;nbsp; ร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; ข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; รวมกลุ่มกันออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp; วางแผนการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิม&amp;nbsp; เช่าที่ดิน&amp;nbsp; หรือจัดหาที่ดินใหม่&amp;nbsp; ร่วมกันออกแบบผังชุมชน&amp;nbsp; ออกแบบบ้าน&amp;nbsp; ร่วมกันบริหารโครงการ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พอช.มีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงหรือให้คำปรึกษา&amp;nbsp; ส่งเจ้าหน้าที่และสถาปนิกมาร่วมทำงานกับชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนับสนุนด้านสินเชื่อและงบประมาณบางส่วน&amp;nbsp; (เช่น&amp;nbsp; ระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน) นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานภาคีในท้องถิ่นร่วมสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; การไฟฟ้า&amp;nbsp; การประปา&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีช่างชุมชน&amp;nbsp; จิตอาสาร่วมสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;nbsp; :&amp;nbsp; คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยภายในปี 2579&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจน &amp;nbsp;ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างความเป็นธรรมในสังคม และสร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการพื้นฐานของรัฐ &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดทำ &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;rsquo; &amp;nbsp;(พ.ศ.2560-2579) &amp;nbsp;โดยมีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามแผนแม่บทดังกล่าว&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;รับผิดชอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยอาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศประมาณ 1,050,000&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; (การเคหะแห่งชาติประมาณ 2 ล้านครัวเรือน) แบ่งเป็น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;1.แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อยในเมือง 701,702 ครัวเรือน (บ้านมั่นคง&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองลาดพร้าว-เปรมประชากร&amp;nbsp; คนไร้บ้าน) 2.ผู้มีรายได้น้อยในชนบท 352,000 ครัวเรือน (ซ่อมสร้างบ้าน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช. สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทุกประเภทไปแล้วกว่า 3,000&amp;nbsp; ชุมชนเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp; ประมาณ 249,000 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;รณรงค์สร้างความตระหนักร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกๆ ปีในช่วง &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;World Habitat Day&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งองค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ (UN &amp;ndash; HABITAT)&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก&amp;nbsp; เมืองต่างๆ ทั่วโลกจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันดังกล่าว&amp;nbsp; เฉพาะในประเทศไทย&amp;nbsp; เครือข่ายภาคประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สลัม 4 ภาค&amp;nbsp; สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ฯลฯ จะจัดกิจกรรมรณรงค์เช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปีนี้มีการจัดงานไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม&amp;nbsp; ที่บริเวณหน้าที่ทำการองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย&amp;nbsp; ถนนราชดำเนินนอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมกับ พอช. จัดมหกรรม &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; : ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม&amp;rdquo; (Housing For All : A better urban future) ตลอดช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; ปราจีนบุรี&amp;nbsp; น่าน&amp;nbsp; ขอนแก่น&amp;nbsp; และชุมพร&amp;nbsp; เพื่อนำเสนอผลการงานการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;ในภูมิภาคต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายเพื่อ&amp;nbsp; 1.รณรงค์ประชาสัมพันธ์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ให้สังคมได้ตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหาที่ดิน &amp;nbsp;ที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;และยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้ระหว่างขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;เครือข่ายชุมชนเมือง &amp;nbsp;ท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;หน่วยงานต่างๆ ทั้งระดับพื้นที่และระดับนโยบาย ให้รับรู้และเข้าใจแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยที่ต้องสร้างความมั่นคง &amp;nbsp;ตั้งแต่ที่ดิน ที่อยู่อาศัย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีในชุมชน &amp;nbsp;ในเมืองของตนเอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชน เครือข่ายชุมชนเมือง ให้ลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักร่วมกับขบวนองคาพยพจากทุกภาคส่วนให้ขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างมีส่วนร่วม &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บ้านมั่นคงตำบลห้วยขมิ้น&amp;rdquo; จ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp; :&amp;nbsp; ซ่อมสร้าง 269 หลังและขยายผลสู่อำเภอต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นายณัฐภัทร &amp;nbsp;สุวรรณประทีป &amp;nbsp;ผู้ว่า ฯ สุพรรณบุรี &amp;nbsp;(เสื้อดำแถวหน้า) ร่วมงานที่ตำบลห้วยขมิ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่จังหวัดภาคกลางและตะวันตก ในช่วงปี 2547 &amp;ndash; 2563&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งชุมชนเมืองและชนบท แบ่งเป็น 1.โครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบทรวม 13 จังหวัด 69 เมือง/ตำบล 108 โครงการ &amp;nbsp;รวม 9,543 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.โครงการบ้านพอเพียงชนบท (สนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านครัวเรือนที่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ฐานะยากจน) 13 จังหวัด 448 ตำบล &amp;nbsp;รวม 11,233 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดสุพรรณบุรี &amp;nbsp;ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านมั่นคงเมือง จำนวน 916 ครัวเรือน &amp;nbsp;จาก 9 ชุมชน จำนวน 8 เมือง &amp;nbsp;แบ่งเป็นโครงการบ้านมั่นคงชนบท &amp;nbsp;จำนวน 587 ครัวเรือน &amp;nbsp;รวม 20 ชุมชน/หมู่บ้าน ใน 2 ตำบล &amp;nbsp;และโครงการบ้านพอเพียงชนบท จำนวน 33 ตำบล &amp;nbsp;รวม 728 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีกลไกการขับเคลื่อนงานทั้งในส่วนของชุมชนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;และคณะทำงานการขับเคลื่อน นโยบายและแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน &amp;nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน &amp;nbsp;เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัย และดำเนินการตามแผน &amp;nbsp;พร้อมทั้งมีแผนขยายการแก้ไขปัญหา โดยการแต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ &amp;nbsp;ดำเนินการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยทั้งจังหวัด &amp;nbsp;เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;พิธียกเสาเอกบ้านหลังแรก&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลห้วยขมิ้น&amp;nbsp; อ.ด่านช้าง&amp;nbsp; จ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp; เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; ปี 2563&amp;rsquo; ให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยและมีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยในตำบลห้วยขมิ้น 1 หลังแรกจากทั้งหมด 269 ครัวเรือน&amp;nbsp; โดยมีนายณัฐภัทร&amp;nbsp; สุวรรณประทีป&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพร&amp;nbsp; สาลีอ่อน&amp;nbsp; ผู้ประสานงาน&amp;nbsp; คณะทำงานบ้านมั่นคงชนบทตำบลห้วยขมิ้น&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ตำบลห้วยขมิ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มี16 หมู่บ้าน &amp;nbsp;ประชากรจำนวน&amp;nbsp; 9,337 คน&amp;nbsp; รวม &amp;nbsp;2,394 ครัวเรือน &amp;nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร และรับจ้างทั่วไป &amp;nbsp;มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีหนี้สิน &amp;nbsp;ที่อยู่อาศัยมีสภาพทรุดโทรม &amp;nbsp;ครอบครัวอยู่กันอย่างแออัดแออัด &amp;nbsp;ส่วนที่ดินเป็นที่ดินป่าไม้ &amp;nbsp;ที่ดิน สปก. ที่ดินนิคมสร้างตนเอง&amp;nbsp; และกรมชลประทาน &amp;nbsp;ประชาชนครอบครองมานาน &amp;nbsp;แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน &amp;nbsp;ชาวบ้าน&amp;nbsp; อบต.ห้วยขมิ้น &amp;nbsp;และเครือข่ายที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยภาคกลางและตะวันตกจึงร่วมกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยจัดตั้งคณะทำงานบ้านมั่นคงชนบทตำบลห้วยขมิ้นขึ้นมาในช่วงกลางปี 2563&amp;nbsp; มีคณะกรรมการ 20 คน&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การสำรวจครัวเรือนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; ต้นทุนที่ชุมชนมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แหล่งน้ำ แหล่งท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; วัฒนธรรมประเพณี&amp;nbsp; เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหา&amp;nbsp; วางแผนการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งจัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลห้วยขมิ้นขึ้นมาเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนจาก พอช.&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ประสานงานบ้านมั่นคงชนบทตำบลห้วยขมิ้นเล่าถึงความเป็นมาของโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจข้อมูลดังกล่าว&amp;nbsp; พบชาวบ้านที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมใน 14 หมู่บ้าน&amp;nbsp; รวม 269 ครัวเรือน (จากทั้งหมด 2,325 ครัวเรือน)&amp;nbsp; จึงเสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนการซ่อมสร้างจาก พอช.&amp;nbsp; และได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวน 7,767,031 บาท&amp;nbsp; (ครัวเรือนละ 8,000-40,000 บาทตามสภาพที่ต้องซ่อมสร้าง)&amp;nbsp; เริ่มซ่อมสร้างบ้านหลังแรกในวันที่ 19 ตุลาคม&amp;nbsp; และจะทยอยซ่อมสร้างเสร็จทั้งหมด 269 หลังภายในช่วงต้นปี 2565&amp;nbsp; โดยมีทีมช่างชุมชนในตำบลจำนวน 14 คนร่วมสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐภัทร&amp;nbsp; สุวรรณประทีป&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในจังหวัดสุพรรณบุรียังมีประชาชนที่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; จึงจะนำโครงการที่ตำบลห้วยขมิ้นเป็นตัวอย่างและนำไปขยายในอำเภออื่นๆ ต่อไป&amp;nbsp; โดยอยากฝากให้ พมจ.สุพรรณบุรีนำไปขยายผล&amp;nbsp; เพราะเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงแล้ว&amp;nbsp; ต่อไปก็จะต้องพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีอาหารดี&amp;nbsp; มีการศึกษา&amp;nbsp; มีอนามัยถ้วนทั่ว&amp;nbsp; มีรายได้ดี&amp;nbsp; มีการประกอบอาชีพที่สุจริต&amp;nbsp; มีจิตอาสาช่วยเหลือชุมชน&amp;nbsp; ดูแลสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ช่วยกันปลูกต้นไม้&amp;nbsp; จัดการขยะ&amp;nbsp; จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง&amp;nbsp; และอยู่กันอย่างมีความสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ว่าฯ จ.สุพรรณบุรีกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;วันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือปี 2563 จังหวัดน่าน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;ldquo;การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพื่อคนทุกคน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พื้นที่ภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง &amp;nbsp;เป็นป่าไม้และภูเขา จึงมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยทับซ้อนกับเขตป่า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;17 จังหวัดในภาคเหนือมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยไม่ต่างไปจากภาคอื่นๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขา&amp;nbsp; ประชาชนตั้งบ้านเรือนถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp; เขตอุทยาน ฯลฯ ทำให้เกิดปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทับซ้อนกับที่ดินป่าไม้มายาวนาน&amp;nbsp; แม้ว่ารัฐบาลในขณะนี้จะพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องนี้&amp;nbsp; ขณะที่ภาคประชาชนก็มีความพยายามที่จะเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยยึดแนวทาง &amp;ldquo;คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการประเมินศักยภาพของพื้นที่พบว่า ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และจากการหารือแนวทางการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินทั้งภาคเมืองและชนบทที่ดำเนินการโดยขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;พบว่ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ต่อเนื่อง &amp;nbsp;รวมทั้งนโยบายการแก้ไขปัญหาของรัฐที่มุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน จึงไม่ใช่นโยบายที่จะสามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยทั้งเมืองและชนบทได้อย่างยั่งยืนได้&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเองกับปัญหาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้จังหวัดน่านเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ &amp;nbsp;ทั้งชุมชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่อุทยานแห่งชาติมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมาทางเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดน่าน ร่วมกับหน่วยงานภาคีในจังหวัด &amp;nbsp;สำรวจข้อมูลเรื่องที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย และข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน (NAN SANDBOX) ระดับจังหวัด &amp;nbsp;โดย พอช.ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดกระบวนนำไปสู่การสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;ดังนี้ 1. บ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; 19 โครงการ 4 เมือง รวม 1,078 ครัวเรือน &amp;nbsp;2. บ้านพอเพียงชนบท 53 ตำบล รวม&amp;nbsp; 527 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะทำงานฯ จึงได้เสนอพื้นที่เรียนรู้ในการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือที่จังหวัดน่าน ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เพื่อคนทุกคน&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยกำหนดการจัดงานในวันที่ 30-31 ตุลาคมนี้&amp;nbsp; ณ&amp;nbsp; วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อ 1.สร้างความตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินที่อยู่อาศัยของพี่น้องคนจน&amp;nbsp; 2.การประสานกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ &amp;nbsp;ภาคเอกชน &amp;nbsp;ภาคประชาสังคม และประชาชนที่มีความความเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดขบวนเดินรณรงค์เพื่อให้เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนจนในเมืองและชนบท &amp;nbsp;โดยการยื่นข้อเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp; นิทรรศการมีชีวิต&amp;nbsp; งานพัฒนามากกว่าคำว่าบ้าน&amp;nbsp; แสดงพื้นที่รูปธรรม 10 พื้นที่ในจังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp; เวทีเสวนา พร้อมห้องเรียนรู้การใช้ที่ดิน&amp;nbsp; (พื้นที่รูปธรรม) ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;งานมหกรรมที่อยู่อาศัยโลกปี 2563 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;การพัฒนาที่อยู่อาศัย สู่แผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยจังหวัด &amp;lsquo;ขอนแก่นโมเดล&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงในเขตเทศบาลเมืองชุมแพ จ.ขอนแก่น ต้นแบบการพัฒนาทั้งเมือง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 19 &amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp; 84 &amp;nbsp;เมือง&amp;nbsp; 537&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 28,912 ครัวเรือน &amp;nbsp;เกิดรูปธรรมการดำเนินงานในหลากหลายพื้นที่ และมีรูปแบบการพัฒนาที่หลากหลาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง &amp;nbsp;การพัฒนาที่อยู่อาศัยจะต้องได้รับการผลักดันให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ &amp;nbsp;เพื่อสานต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยการนำรูปธรรมที่ดำเนินการในพื้นที่มาแปรเป็นแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระดับจังหวัด และในระดับภาค&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะจังหวัดขอนแก่น มีรูปธรรมการดำเนินงานเต็มพื้นที่&amp;nbsp; สามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; 1.โครงการบ้านมั่นคง ใน&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; เมือง 59 ชุมชน กว่า 5,700 ครัวเรือน&amp;nbsp; 2.โครงการบ้านพอเพียงชนบท โดยดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้ครัวเรือนยากจน กลุ่มคนเปราะบางที่มีปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยในชุมชนมากกว่า 400 ครัวเรือน&amp;nbsp; ใน&amp;nbsp; 60 ตำบล&amp;nbsp; พร้อมทั้งเกิดการประสานความร่วมมือกับภาคีพัฒนามากกว่า 10 องค์กร และ 3.แก้ปัญหาที่ดินทำกิน ใน 36 ตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการจัดมหกรรมที่อยู่อาศัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี&amp;nbsp; 2563&amp;nbsp; จะเน้นการนำเสนอเรื่องการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยจังหวัดภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;การพัฒนาที่อยู่อาศัย สู่แผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยจังหวัด ขอนแก่นโมเดล&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 3-4&amp;nbsp; พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; บริเวณศาลากลางจังหวัดขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายในงานจะมีนิทรรศการแสดงพื้นที่รูปธรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเมืองและชนบทของเครือข่ายบ้านมั่นคงภาคตะวันออกฉียงเหนือ&amp;nbsp; การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายบ้านมั่นคงเมือง-ชนบท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp; การการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งเมือง&amp;nbsp; การจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเส้นทางรถไฟ&amp;nbsp; งานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ&amp;nbsp; การจัดตั้งกองทุน &amp;nbsp;ครัวชุมชนในช่วงสถานการณ์ Covid-19&amp;nbsp; การพัฒนาแผนยุทธศาสตร์จังหวัดสู่ความยั่งยืน&amp;nbsp; การประกาศแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย ระดับจังหวัด&amp;nbsp; และระดับภาค&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานมหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกภาคใต้ที่อำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดินของทุกคน ร่วมสร้างชุมชนเข้มแข็ง&amp;rdquo; &amp;nbsp;Land for all : Strength communities&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ &amp;nbsp;จ.ชุมพร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้&amp;nbsp; กำหนดจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่บริเวณแปลงที่ดิน ส.ป.ก เลขที่ 83 ตำบลหงษ์เจริญ&amp;nbsp; อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 9-10 พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; โดยใช้ชื่อการจัดงานว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดินของทุกคน ร่วมสร้างชุมชนเข้มแข็ง&amp;rdquo; หรือ Land for all : Strength communities &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้รัฐบาลในยุค คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) มีคำสั่งให้ยึดที่ดิน ส.ป.ก.ทั่วประเทศคืนจากผู้ครอบครองที่ไม่ถูกต้อง&amp;nbsp; คือไม่ได้เป็นเกษตรกรที่ยากไร้ แต่เป็นบุคคล&amp;nbsp; บริษัทเอกชน&amp;nbsp; หรือนายทุน&amp;nbsp; โดยให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยึดที่ดิน&amp;nbsp; แล้วนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ยากไร้&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; หรือมีแต่ไม่พอเพียง&amp;nbsp; ครอบครัวละ 5-6 ไร่&amp;nbsp; และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้าไปสนับสนุนส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สาธารณูปโภค&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแปลงที่ดิน ส.ป.ก.เลขที่ 83 &amp;nbsp;ตำบลหงษ์เจริญ&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ 6,400 ไร่ &amp;nbsp;เดิมเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม&amp;nbsp; ส.ป.ก.จึงนำมาจัดสรรให้เกษตรกร&amp;nbsp; ต่อมามีบริษัทเอกชนเข้ามากว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านและเข้าครอบครองปลูกปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; รัฐบาล คสช.จึงยึดที่ดินนำมาจัดสรรและแจกให้เกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน&amp;nbsp; จำนวน 105 ครอบครัวๆ ละ 5 ไร่&amp;nbsp; โดยเกษตรกรในที่ดิน ส.ป.ก.ได้ร่วมกันจัดตั้ง &amp;lsquo;สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อบริหารจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. สนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างบ้านตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบท&amp;rsquo; จำนวน 105 ครอบครัวๆ ละ 40,000 บาท (ส่วนที่เหลือเจ้าของบ้านจะต้องสมทบการก่อสร้างเอง) เริ่มก่อสร้างบ้านตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ขณะนี้มีชาวบ้านเข้าไปปลูกสร้างบ้านและเข้าอยู่อาศัยประมาณ 50 ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือเข้าไปใช้ประโยชน์และและทำกินแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกพืชผักสวนครัว&amp;nbsp; กล้วย&amp;nbsp; มะละกอ&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และมีแผนที่จะปลูกข้าวไร่เพื่อเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง&amp;nbsp; วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์&amp;nbsp; จังหวัดชุมพร สนับสนุนด้านความรู้ทางการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาที่อยู่อาศัยของ พอช. จำนวน 105 ครอบครัวๆ ละ 40,000 บาท&amp;nbsp; รวมเป็นเงิน 4,200,000&amp;nbsp; บาทแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังสนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ด้านกายภาพ จำนวน&amp;nbsp; 300,000 บาท&amp;nbsp; งบพัฒนาด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; จำนวน 165,000 บาท&amp;nbsp; และงบพัฒนากระบวนการและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน จำนวน 175,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมงบประมาณทั้งหมด 4,840,000 บาท&amp;nbsp; ขณะที่ชาวชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และกองทุนที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยการออมเงินเป็นรายเดือนปัจจุบันมีเงินออมทรัพย์และเงินกองทุนเพื่อที่อยูอาศัยจำนวน 132,250 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงชนบทในที่ดิน ส.ป.ก.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ &amp;nbsp;จ.ชุมพร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่แปลงที่ดิน ส.ปก. ตำบลหงษ์เจริญ&amp;nbsp; อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร&amp;nbsp; ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงให้ความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท &amp;nbsp;&amp;nbsp;การออกแบบการใช้ที่ดินแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; การพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนทุกมิติ&amp;nbsp; สร้างการเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคีพัฒนาเพื่อสนับสนุนความเข้มแข็ง หนุนเสริมการทำงาน&amp;nbsp; พัฒนากลไกให้เกิดความเข้มแข็งระดับชุมชน ตำบล จังหวัด และภาค&amp;nbsp; รวมทั้งเพื่อพัฒนานโยบายเรื่องการใช้ที่ดินที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจัดการตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภาพรวมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดภาคใต้โดย พอช.และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; มีดังนี้ 1.โครงการบ้านมั่นคงภาคใต้ ได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนพัฒนาตั้งแต่ปี 2546-2563 ครอบคลุม 14 จังหวัด จำนวน 90 เมือง 393 ชุมชน 27,465 ครัวเรือน &amp;nbsp;งบประมาณ&amp;nbsp; รวม 1,378 ล้านบาท &amp;nbsp;แบ่งเป็นโครงการบ้านมั่นคงเมือง 83 เมือง 381 ชุมชน 26,121 ครัวเรือน งบประมาณรวม 1,322 ล้านบาท 2.โครงการบ้านมั่นคงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านเรือนที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; มีฐานะยากจน) &amp;nbsp;จำนวน 7 เมือง 12 ชุมชน 1,344 ครัวเรือน &amp;nbsp;งบประมาณ 55 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะจังหวัดชุมพร&amp;nbsp; มี 8 อำเภอ แบ่งเป็น 2 เทศบาลเมือง 25 เทศบาลตำบล &amp;nbsp;และ 51 องค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งสิ้น 78 ตำบล/เทศบาล &amp;nbsp;พอช.ได้ดำเนินงานพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดชุมพร จำนวน 78 ตำบล/เทศบาล คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่ทั้งหมด &amp;nbsp;โดยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท โดยใช้กระบวนการสำรวจข้อมูลเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน/ผู้เดือดร้อน &amp;nbsp;และสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและมาแลกเปลี่ยนนำเสนอข้อมูลชุมชน &amp;nbsp;เพื่อวิเคราะห์ประเด็นปัญหา &amp;nbsp;วางแผนการพัฒนาหมู่บ้านของตัวเอง&amp;nbsp; และการพัฒนาร่วมกับท้องถิ่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี 2547-2563 พอช.สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยไปแล้วจำนวน &amp;nbsp;จำนวน 16 โครงการ &amp;nbsp;รวม 22 ชุมชน ผู้รับประโยชน์ 1,478 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนด้านสาธารณูปโภค &amp;nbsp;รวมทั้งสิ้น 91 ล้านบาท และโครงการบ้านพอเพียงชนบท ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560-2563 จำนวนทั้งสิ้น 33 ตำบล &amp;nbsp;ผู้รับประโยชน์ 978 ครัวเรือน &amp;nbsp;งบประมาณรวม 17 ล้านบาท &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81549</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐภัทร  สุวรรณประทีป, พอช., สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สมพร  สาลีอ่อน, สมสุข  บุญญะบัญชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201023/image_big_5f92aac6e71cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันที่อยู่อาศัยโลก 2562 “บ้านมั่นคง  บ้านโดยชุมชน  ทุกคนร่วมกันสร้าง”  (Collective Housing)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เต๊นท์ที่พักของผู้ไร้ที่ยู่อาศัยในเมืองลอสแอนเจลิส (ภาพลอสแอนเจลิสไทม์) /การจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่ พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาสำคัญของคนทั้งโลก&amp;nbsp; เพราะแม้แต่ประเทศที่เจริญและมั่งคั่งอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังมีปัญหานี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2561 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;กรมการพัฒนาชุมชนและเมืองของสหรัฐฯ (The U.S. Department of Housing and Urban Development) รายงานผลการสำรวจสถานการณ์คนไร้บ้านทั่วประเทศ &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp; มีจำนวน &amp;nbsp;552,830 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รัฐที่มีคนไร้บ้านมากที่สุดคือ แคลิฟอร์เนีย&amp;nbsp; มีจำนวน 129,972 คน &amp;nbsp;รองลงมาคือ รัฐนิวยอร์ก&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;91,897 คน &amp;nbsp;รัฐฟลอริดา&amp;nbsp; จำนวน 31,030 คน &amp;nbsp;รัฐวอชิงตัน 22,304 คน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนประเทศไทย&amp;nbsp; ศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัยแห่งชาติ&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; ระบุว่า&amp;nbsp; ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21,325,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; สัดส่วนครัวเรือนที่มีบ้านและที่ดินเป็นของตัวเองมีแนวโน้มลดลง&amp;nbsp; ขณะที่ครัวเรือนเช่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; และที่สำคัญก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปี 2552 จำนวนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมีจำนวน&amp;nbsp; 2,468,160&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในปี 2558 &amp;nbsp;จำนวนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็น&amp;nbsp; 3,595,581 ครัวเรือน (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน&amp;nbsp; ปี 2552-2558&amp;nbsp; สำนักงานสถิติแห่งชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนแม่บทแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้จัดทำ &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;rsquo;&amp;nbsp; เสนอต่อรัฐบาล&amp;nbsp; และได้รับการเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2560&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนเข้าถึงสิทธิในที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ &amp;nbsp;และเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมในทุกมิติ&amp;nbsp; มีวิสัยทัศน์&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามแผนแม่บทดังกล่าว&amp;nbsp; การเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp; จะดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ในรูปแบบของการขาย&amp;nbsp; หรือเช่า-ซื้อให้แก่ประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายประมาณ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านเอื้ออาทร&amp;nbsp; บ้านการเคหะฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จะดำเนินการในรูปแบบการสนับสนุนให้ชุมชนที่เดือดร้อนและมีรายได้น้อยรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านในที่ดินรัฐและเอกชน&amp;nbsp; ชุมชนเช่าที่ดินเอกชนแต่ไม่มีความมั่นคง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเป้าหมายประมาณ 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; หลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของ พอช.ก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาของตนเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;พอช. &amp;nbsp;องค์กรปกครองในท้องถิ่น&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เปลี่ยนจากการที่หน่วยงานรัฐทำให้&amp;nbsp; เป็นชุมชนที่เดือดร้อนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาดำเนินการเอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โดยชาวบ้านและชุมชนที่เดือดร้อนจะต้องรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลผู้ที่เดือดร้อน&amp;nbsp; กำหนดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น หากเป็นชุมชนบุกรุกที่ดินของรัฐก็จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; หรือจัดหาที่ดินแปลงใหม่&amp;nbsp; และร่วมกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; ออกแบบผังชุมชน &amp;nbsp;ให้ตรงกับความต้องการของชาวชุมชน &amp;nbsp;โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก พอช.&amp;nbsp; หรือสถาบันการศึกษาเป็นพี่เลี้ยง&amp;nbsp; และร่วมกันออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนดำเนินการ&amp;nbsp; จนถึงการบริหารงานก่อสร้างบ้านและชุมชน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการสนับสนุนของ พอช.นั้น&amp;nbsp; สมชาติกล่าวว่า&amp;nbsp; นอกจาก พอช.สนับสนุนด้านความรู้&amp;nbsp; ส่งเสริมกระบวนการรวมกลุ่มให้แก่ชุมชนที่เดือดร้อนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างสาธารณูปโภคและที่อยู่อาศัยให้แก่ชุมชนโครงการบ้านมั่นคงเมืองเฉลี่ยครัวเรือนละ&amp;nbsp; 62,500 บาท&amp;nbsp; และบ้านมั่นคงชนบทเฉลี่ยครัวเรือนละ&amp;nbsp; 62,000 บาท&amp;nbsp; และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินหรือก่อสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ&amp;nbsp; 360,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนระยะยาว 15-20 ปี&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; 16 ปี&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนไปแล้ว 1,021 โครงการ &amp;nbsp;รวม 112,777 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;nbsp; จำนวน 1,050,000&amp;nbsp; ครัวเรือนที่กำลังดำเนินการโดย พอช.ขณะนี้ &amp;nbsp;แยกเป็น &amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อยในเมือง รวม 77 จังหวัด จำนวน 6,450 ชุมชน รวม 701,702 ครัวเรือน (แยกเป็นบ้านมั่นคงทั่วประเทศ จำนวน 6,450 ชุมชน รวม 690,000 ครัวเรือน,&amp;nbsp; ชุมชนริมคลอง กรุงเทพฯ 74 ชุมชน รวม 11,004 ครัวเรือน และคนไร้บ้าน 3 แห่ง&amp;nbsp; คือ ปทุมธานี/ขอนแก่น/เชียงใหม่ รวม 698 ครัวเรือน) 2.แผนพัฒนาผู้มีรายได้น้อยในชนบท&amp;nbsp; (โครงการซ่อมแซมบ้านเรือนที่มีฐานะยากจน หรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo;) รวม 76 จังหวัด จำนวน 5,362 ตำบล รวม 352,000 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ก่อนจะดำเนินการตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีความไม่มั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัยตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2546 &amp;nbsp;โดยเริ่มจากชุมชนนำร่อง 10 ชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนบ่อนไก่&amp;nbsp; เจริญชัยนิมิตใหม่ (กรุงเทพฯ) &amp;nbsp;แหลมรุ่งเรือง&amp;nbsp; จ.ระยอง,&amp;nbsp; บุ่งคุก&amp;nbsp; จ.อุตรดิตถ์,&amp;nbsp; เก้าเส้ง&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีรูปแบบการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามสภาพของชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปรับปรุงหรือก่อสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม&amp;nbsp; โดยการซื้อหรือเช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; จัดหาหรือซื้อที่ดินแปลงใหม่ที่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมเพื่อสร้างบ้าน-สร้างชุมชนใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากโครงการนำร่องบ้านมั่นคง 10&amp;nbsp; ชุมชนแรกในปี 2546&amp;nbsp; จนถึงวันนี้ (พ.ศ.2562) เป็นเวลา 16 ปี&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม 1,231 โครงการ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 112,610 ครัวเรือน &amp;nbsp;รวมเงินอุดหนุน 6,311 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตัวอย่างโครงการบ้านมั่นคงในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้&amp;nbsp; การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของ พอช. ไม่ใช่เป็นการสร้างเฉพาะ &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; เท่านั้น&amp;nbsp; แต่ยังมีกระบวนการ &amp;lsquo;พัฒนาชุมชน&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;การพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;rsquo; ของชาวชุมชนด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีการจัดการขยะโดยชุมชน&amp;nbsp; นำขยะเปียกมาทำเป็นปุ๋ยหมัก&amp;nbsp; ขยะรีไซเคิลนำไปขาย&amp;nbsp; มีการจัดตั้งอาสาสมัครป้องกันยาเสพติด &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมการออมเงิน&amp;nbsp; โดยให้ทุกครอบครัวออมเงินเข้ากลุ่มทุกเดือน&amp;nbsp; ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท&amp;nbsp; ถือเป็น &amp;lsquo;ธนาคาร&amp;rsquo; ของชาวบ้าน&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะสร้างวินัยในการออมแล้ว&amp;nbsp; ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในยามที่เดือดร้อนจำเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.ยกตัวอย่างการพัฒนาที่มากกว่าการสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมพลังคนจน&amp;nbsp; รณรงค์ &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก 2562&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมทุกปี&amp;nbsp; องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก&amp;rsquo; (World Habitat&amp;nbsp; Day)&amp;nbsp; เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ &amp;nbsp;ตลอดจนสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม &amp;nbsp;และเพื่อสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการให้มนุษย์ทุกคนมีที่อยู่อาศัยในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม&amp;nbsp; ในประเทศไทยจะมีการรณรงค์เคลื่อนไหวของภาคประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; นำประชาชนที่เดือดร้อนทั่วประเทศที่ประสบปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยมาชุมนุมหน้าอาคารองค์การสหประชาชาติ&amp;nbsp; สำนักงานประเทศไทย&amp;nbsp; บริเวณถนนราชดำเนินนอก&amp;nbsp; เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้แทนสหประชาติ&amp;nbsp; รวมทั้งรัฐบาลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.ชุมชนที่อยู่ในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศ (รฟท.) และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบทางรถไฟ &amp;nbsp;จำนวน 260 ชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ให้ รฟท.จัดหาที่ดินรองรับโดยให้ชุมชนเช่าอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; ให้ยุติการดำเนินคดีกับชุมชน&amp;nbsp; และให้ รฟท.จัดหางบประมาณสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;2.ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีนโยบายให้กรมกิจการผู้สูงอายุสนับสนุนการปรับปรุงบ้านที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตผู้สูงอายุสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอด้านที่ดิน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รัฐบาลต้องยุติการดำเนินคดีต่อคนจน&amp;nbsp; ผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน&amp;nbsp; และที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกปี 2562 ที่กรุงเทพฯ โดยเครือข่ายสลัมสี่ภาพ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวรณรงค์ของสมาชิกเครือข่าย &amp;lsquo;สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ&amp;rsquo; (สอช.) และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่จัดกิจกรรมเดินรณรงค์&amp;nbsp; การจัดเวทีให้ความรู้&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจ&amp;nbsp; เพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; รวมทั้งยื่นข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อร่ามศรี&amp;nbsp; จันทร์สุขศรี&amp;nbsp; ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ &amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; การจัดงานรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้&amp;nbsp; สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ร่วมกับเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จะจัดกิจกรรมรณรงค์ในหัวข้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บ้านมั่นคง บ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Collective Housing&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจ &amp;nbsp;ให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน &amp;nbsp;ทั้งในเมืองและชนบท โดยจะมีการจัดกิจกรรมในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;และภูมิภาคตลอดเดือนตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ (วันที่ 10 ตุลาคม)&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตกที่ จ.เพชรบุรี (วันที่ 22-23 ตุลาคม)&amp;nbsp; ภาคเหนือที่ จ.เชียงราย &amp;nbsp;(24-25 ตุลาคม) &amp;nbsp;ภาคอีสานที่ จ.กาฬสินธุ์และขอนแก่น (25-26 ตุลาคม) ภาคตะวันออกที่ จ.ชลบุรี (28 ตุลาคม) ภาคใต้ที่ จ.กระบี่ (30 ตุลาคม) ฯลฯ&amp;nbsp; โดยจะมีการนำเสนอรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในประเด็นต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดตั้งกองทุนที่ดิน&amp;nbsp; บ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก. &amp;nbsp;การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนบ้านมั่นคง การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชายฝั่งและการอนุรักษ์ทรัพยกรชายฝั่งทะเล&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ในวันที่ 10 ตุลาคม นายจุรินทร์&amp;nbsp; ลักษณวิศิษฎ์&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ&amp;nbsp; ได้เดินทางมาเป็นประธานในการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ถนนนวมินทร์&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยนายจุรินทร์ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยว่า&amp;nbsp; รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;ทั้งในเรื่องการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเพิ่มเงินสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคโครงการบ้านมั่นคงจากเดิม 80,000&amp;nbsp; บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;เป็น 89,800 บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;และในปีงบประมาณ 2563 &amp;nbsp;จะสนับสนุนงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง โครงการบ้านพอเพียงชนบทต่อเนื่อง &amp;nbsp;รวมทั้งโครงการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่เป็นโครงการใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้รัฐบาลจะคลี่คลายปัญหาข้อติดขัดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;โดยเฉพาะเรื่องที่ดินรัฐ &amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลชุดนี้มีนโยบายชัดเจนที่จะแก้ไขปัญหาที่ดิน &amp;nbsp;โดยอนุญาตให้ใช้ที่ดินรัฐแบบสิทธิร่วมหรือที่เรียกว่าโฉนดชุมชน &amp;nbsp;สำหรับชุมชนหรือสหกรณ์ในการอยู่อาศัยทำกินได้ชั่วลูกชั่วหลาน &amp;nbsp;ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;รวมทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ&amp;rdquo; รองนายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; บ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พรรณทิพย์&amp;nbsp; เพชรมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวถึงประเด็นการรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกปี 2562&amp;nbsp; หัวข้อ&amp;nbsp; &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; บ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ว่า&amp;nbsp; คนจนหรือผู้มีรายได้น้อยเป็นกลุ่มคนที่ขาดแคลนทรัพย์สิน&amp;nbsp; การเข้าถึงสิทธิโอกาสต่างๆ&amp;nbsp; น้อยกว่าคนกลุ่มอื่นในสังคม&amp;nbsp; หากอยู่เดี่ยวๆ&amp;nbsp; หรือต่างคนต่างอยู่&amp;nbsp; ยิ่งจะไม่มีพลังต่อรอง &amp;nbsp;แต่คนกลุ่มนี้มีฐานความเป็นกลุ่มเป็นชุมชนที่มีการพึ่งพาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; มีจำนวนมากพอที่จะรวมกันสร้างพลังเจรจาต่อรองให้ได้มาซึ่งสิทธิในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร &amp;nbsp;และบริการต่างๆ ที่มีในสังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย&amp;nbsp; เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้มีรายได้น้อย การเพิ่มขึ้นของรายได้ &amp;nbsp;การออมเงินที่ทำได้ไม่ทันต่อการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; อาชีพที่มีรายได้น้อย &amp;nbsp;ไม่แน่นอน ไม่มีหลักฐานเงินเดือนหรือทรัพย์สิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงทำให้ยากที่คนจนจะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นคนจนจึงต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม&amp;nbsp; เป็นชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการรวมคน&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมเงิน &amp;nbsp;รวมความคิดและรวมพลังในการพัฒนา&amp;nbsp; สร้างโอกาสและความสามารถในการร่วมกันสร้างบ้าน&amp;nbsp; และจัดการที่อยู่อาศัยร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อให้มีบ้านและที่ดินที่มั่นคง&amp;nbsp; เพื่อเป็นฐานในการสร้างความมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;และความเป็นอยู่ด้านต่างๆ ต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.กล่าวถึงความจำเป็นในการรวมพลังคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกระบวนการที่จะนำไปสู่การสร้างบ้าน &amp;lsquo;โดยชุมชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rsquo; นั้น &amp;nbsp;รอง ผอ.พอช.อธิบายว่า จะต้องเริ่มจาก 1.ระบบความคิด &amp;nbsp;โดยคนจนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า &amp;ldquo;คนในชุมชนที่เดือดร้อนที่อยู่อาศัยเป็นคนที่มีศักยภาพ&amp;nbsp; ถ้ามีโอกาสก็สามารถลุกขึ้นมารวมตัวกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของตนเองได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะคนจนสามารถออมเงินและสร้างวินัยการเงินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าจัดระบบให้เอื้อและมีระบบการเงินที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยได้&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานและภาคีต่างๆ ร่วมให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ระบบคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรวมตัวเป็นกลุ่มออมทรัพย์ถือเป็นงานพื้นฐานสำคัญของการสร้างบ้านโดยชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์ไม่ใช่แค่การออมเงินอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่เป็นการพัฒนาคน&amp;nbsp; จัดระบบการทำงานร่วมกัน &amp;nbsp;พัฒนาความสามารถในการบริหารจัดการ&amp;nbsp; เกิดเป็นกลุ่มคนที่มีพลัง &amp;nbsp;มีระบบกลุ่มย่อย &amp;nbsp;กลุ่มกิจกรรมที่หลากหลาย&amp;nbsp; ทำให้คนเล็กคนน้อย &amp;nbsp;ผู้หญิง &amp;nbsp;เด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีโอกาสพัฒนาตนเอง&amp;nbsp; เป็นผู้นำด้านต่างๆ ตามความถนัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ระบบการเงิน&amp;nbsp; การออมเงินโดยมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อการมีบ้านและที่ดินที่มั่นคง&amp;nbsp; มีระบบการออมหลายรูปแบบเช่น&amp;nbsp; รายวัน&amp;nbsp; รายสัปดาห์&amp;nbsp; รายเดือน&amp;nbsp; ฝึกวินัยการออมต่อเดือนให้เท่ากับจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระค่าบ้านและที่ดินรายเดือน&amp;nbsp; เมื่อออมเงินในกลุ่มออมทรัพย์ของชุมชนไปช่วงหนึ่งแล้วก็จะต้องจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; สามารถเสนอโครงการขอใช้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินหรือปลูกสร้างบ้านตามโครงการบ้านมั่นคงจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การออกแบบวางผัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; การออกแบบวางผังที่อยู่อาศัยโดยชุมชนมีส่วนร่วม &amp;nbsp;โดยมีสถาปนิกชุมชนเป็นพี่เลี้ยง&amp;nbsp; เพื่อให้ได้แบบบ้านและผังชุมชนตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอดคล้องกับวิถีชีวิตและรายได้ของครัวเรือน&amp;nbsp; มีบ้านกลางสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ไม่มีรายได้&amp;nbsp; มีความเอื้อเฟื้อเอื้ออาทร&amp;nbsp; &amp;nbsp;เน้นการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน &amp;nbsp;เป็นเจ้าของร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ยังจะต้องคำนึงถึงเรื่อง &amp;lsquo;ระบบที่ดินร่วม&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพราะในอนาคตที่ดินและที่อยู่อาศัยจะมีราคาสูงขึ้น&amp;nbsp; จึงต้องมีระบบป้องกันการเปลี่ยนสิทธิหรือซื้อขายเปลี่ยนมือ &amp;nbsp;เพราะหากเป็นกรรมสิทธิ์รายเดี่ยวก็มีความเสี่ยงที่คนจนจะสูญเสียที่ดินและบ้าน &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องจัดระบบที่ดินร่วมให้เป็นกรรมสิทธิร่วมของสหกรณ์ฯ หรือของชุมชน&amp;nbsp; และเมื่อสร้างหรือปรับปรุงบ้านเสร็จแล้วก็จะนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;การจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน&amp;nbsp; การพัฒนาเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพและรายได้ &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัวลดรายจ่าย&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชน &amp;nbsp;มีสวนหย่อม ลานเด็กเล่น เป็นที่พักผ่อนและออกกำลังกายเพื่อทุกคนในชุมชน&amp;nbsp; จึงเป็น &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; โดยชุมชนชน&amp;nbsp; ทุกคนร่วมกันสร้าง&amp;rsquo;&amp;nbsp; อย่างแท้จริง&amp;rdquo;&amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;nbsp; ต้นแบบพัฒนาทั้งเมืองและทุกมิติ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงเมืองชุมแพดูเป็นระเบียบ สวยงาม ต่างจากสภาพชุมชนแออัดในอดีต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนอดีตเมื่อประมาณ 20-30 &amp;nbsp;ปีที่แล้ว&amp;nbsp; เมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; มีชุมชนแออัดเกิดขึ้นกว่า 20 แห่ง&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นชุมชนบุกรุกปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินราชพัสดุและที่ดินเอกชน&amp;nbsp; เนื่องจากชุมแพเป็นเมืองใหญ่ &amp;nbsp;เป็นปากประตูของภาคอีสานที่เชื่อมต่อกับภาคเหนือตอนล่าง &amp;nbsp;มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง &amp;nbsp;จึงทำให้มีประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงอพยพโยกย้ายครัวเรือนเข้ามาทำมาหากินในเมืองชุมแพอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนที่มีทุนรอนก็จะหาเช่าบ้านหรือที่ดินปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; คนที่มีเงินน้อยเป็นแรงงานรับจ้างหรือค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ก็จะบุกรุกที่ดินหลวงและเอกชนที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์ปลูกสร้างที่พักจนขยายกลายเป็นชุมชนแออัดขึ้นมา&amp;nbsp; ขาดแคลนน้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้าจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; เพราะเป็นชุมชนบุกรุก&amp;nbsp; ต้องพ่วงไฟฟ้าและน้ำประปาจากภายนอกเข้ามาใช้ในราคาแพง&amp;nbsp; ถนนหนทางเดินเป็นหลุมบ่อ&amp;nbsp; เฉอะแฉะ&amp;nbsp; น้ำท่วมขัง&amp;nbsp; บ้านเรือนผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่มีใครอยากจะซ่อมแซม&amp;nbsp; เพราะซ่อมไปแล้วไม่รู้ว่าจะถูกเจ้าของที่ดินขับไล่ในวันไหน&amp;nbsp; จึงอยู่กันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; มีสารพันปัญหา&amp;nbsp; รวมทั้งปัญหาหนี้นอกระบบต้องหาเงินมาจ่ายเป็นรายวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; ประธานเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ &amp;nbsp;เล่าว่า&amp;nbsp; ตอนนั้นคนจนในเมืองชุมแพต่างคนต่างอยู่&amp;nbsp; ลำบากลำบนกันทั่วหน้า&amp;nbsp; แกเองก็เคยปลูกสร้างบ้านในที่ดินบุกรุก&amp;nbsp; เมื่อถูกเทศบาลขับไล่จึงต้องมาเช่าบ้านแคบๆ&amp;nbsp; ไม่มีหน้าต่าง&amp;nbsp; อยู่กับครอบครัว&amp;nbsp; มีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ&amp;nbsp; ไม่มีปัญญาจะขยับขยายหาที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนถึงปี 2547 รัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายลงทะเบียนคนจนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เทศบาลเมืองชุมแพจึงประกาศให้คนยากคนจนไปลงทะเบียนว่าใครเดือดร้อนเรื่องอะไรบ้าง&amp;nbsp; จะได้ช่วยแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ป้าสนองและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ จึงไปลงทะเบียน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่อยู่อาศัยนั่นแหละ&amp;nbsp; เพราะมีคนลงทะเบียนเรื่องบ้านกว่า 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันในช่วงนั้น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;เริ่มดำเนินโครงการบ้านมั่นคงนำร่อง 10 โครงการทั่วประเทศ (เริ่มในปี 2546)&amp;nbsp;&amp;nbsp; เทศบาลเมืองชุมแพจึงร่วมกับ พอช.จัดทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในเขตเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; โดยมีป้าสนองเป็นแกนนำ&amp;nbsp; รวบรวมเพื่อนบ้าน 30 ครอบครัวลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยมีเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำ&amp;nbsp; เริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออมเงินกันเป็นรายวันคนละ 40 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นทุนรอนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp; และเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักการสำคัญของบ้านมั่นคงของ พอช.ก็คือ &amp;nbsp;ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา เช่น มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเป็นตัวแทนของชาวบ้าน จัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกันสำรวจข้อมูลและปัญหาความเดือดร้อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน &amp;nbsp;ร่วมกันสำรวจที่ดินแปลงใหม่ที่เหมาะสมเพื่อขอเช่าหรือซื้อ &amp;nbsp;หรือเช่า-ซื้อที่ดินแปลงเดิมเพื่อปลูกสร้างบ้านใหม่ &amp;nbsp;ออกแบบบ้านและผังชุมชนร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขออนุญาตการก่อสร้าง&amp;nbsp; เสนอขอใช้สินเชื่อจาก พอช.&amp;nbsp; วางแผนการพัฒนาชุมชนหลังก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ&amp;nbsp; ฯลฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นจะให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาลราชพัสดุ&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; และ พอช. ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป้าสนองเล่าต่อไปว่า&amp;nbsp; เมื่อรวบรวมคนและจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ได้แล้ว ชาวบ้านจึงไปเจรจากับเทศบาลเมืองชุมแพเพื่อขอเช่าที่ดิน &amp;nbsp;ซึ่งทางเทศบาลได้ให้การสนับสนุนชาวบ้านเต็มที่ &amp;nbsp;โดยการแบ่งพื้นที่โรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุให้ชาวบ้านเช่าจำนวน 3 ไร่เศษ &amp;nbsp;ระยะเวลา 30 ปี ในอัตราตารางวาละ 50 สตางค์ต่อเดือน รวมทั้งยังส่งสถาปนิกมาออกแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการของชาวบ้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอถึงปี 2548 หลังจากที่ชาวบ้านสะสมเงินออมได้จำนวน 10 % ของวงเงินที่จะก่อสร้างบ้านแล้ว จึงเสนอโครงการขอใช้สินเชื่อก่อสร้างบ้านจาก พอช. เป็นบ้าน 2 ชั้น&amp;nbsp; ขนาด 20 ตารางวา &amp;nbsp;ราคาวัสดุและค่าก่อสร้างประมาณหลังละ 150,000 บาท ผ่อนชำระคืน 15 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี หลังจากนั้นจึงเริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรก 30 หลัง โดยเทศบาลเมืองชุมแพสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณูปโภค &amp;nbsp;ในปีถัดมาบ้านหลังแรกในฝันของป้าสนองและเพื่อนบ้านก็เป็นความจริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อบ้านมั่นคงโครงการแรกในเขตเทศบาลเมืองชุมแพสำเร็จเห็นผล&amp;nbsp; ชาวบ้านในชุมชนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อมั่นว่าจะมีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือชาวบ้านจริง&amp;nbsp; บ้างก็บอกว่าน่าจะถูกหลอก&amp;nbsp; บ้างก็ว่ามีจริงแต่ต้องไปสร้างบ้านอยู่หลังเขา&amp;nbsp; จึงเชื่อว่าคนจนๆ&amp;nbsp; ไม่มีเงินเดือน&amp;nbsp; สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้&amp;nbsp; จึงได้รวมกลุ่มกันตามคำแนะนำจากป้าสนองเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันชุมชนบ้านมั่นคงในเขตเทศบาลเมืองชุมแพสร้างบ้านเสร็จไปแล้วจำนวน 13 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 1,000 ครัวเรือน โดยชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;รวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rsquo;&amp;nbsp; และร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแพพัฒนาเมืองร่วมกัน &amp;nbsp;มีกิจกรรมต่างๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กลุ่มออมทรัพย์ &amp;nbsp;สหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; สหกรณ์บริการ&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;มีกิจกรรมเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ส่งเสริมเรื่องดนตรี &amp;nbsp;ศิลปะ&amp;nbsp; การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ป้องกันยาเสพติด &amp;nbsp;กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ &amp;nbsp;ส่งเสริมผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ออกกำลังกาย &amp;nbsp;รำวงย้อนยุค &amp;nbsp;การส่งเสริมอาชีพ &amp;nbsp;สร้างรายได้ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่สำคัญ เช่น&amp;nbsp; &amp;#39;กองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพ&amp;#39; &amp;nbsp;เริ่มในปี 2550 &amp;nbsp;โดยให้ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกและสมทบเงินเข้ากองทุนทุกเดือน &amp;nbsp;แล้วนำเงินกองทุนให้สมาชิกกู้ยืมหมุนเวียนเพื่อประกอบอาชีพ &amp;nbsp;ปลดหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;ซ่อมแซมบ้าน &amp;nbsp;เพื่อการศึกษา ฯลฯ &amp;nbsp;วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของหุ้นสะสมที่สมาชิกมีอยู่ &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 บาทต่อปี &amp;nbsp;และนำดอกเบี้ยกลับมาพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันกองทุนมีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 12 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;โดยเทศบาลเมืองชุมแพได้สนับสนุนเงินเข้ากองทุนจำนวน 2 ล้านบาท &amp;nbsp;และมูลนิธิศูนย์ศึกษาและพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชียสมทบ 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีธุรกิจชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;นารวมแบบเกษตรอินทรีย์ เนื้อที่ 38 ไร่ &amp;nbsp;ในปี 2553 &amp;nbsp;ชาวบ้านรวมตัวกันซื้อที่ดินของธนาคารออมสิน &amp;nbsp;โดย พอช.ได้สนับสนุนสินเชื่อจำนวน 2.6 ล้านบาท &amp;nbsp;มีสมาชิกจากเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพร่วมลงหุ้นๆ &amp;nbsp;ละ 150 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเป็นทุนในการทำนา &amp;nbsp;ขุดบ่อเลี้ยงปลา &amp;nbsp;และปลูกผักสวนครัว &amp;nbsp;มีการบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการนา &amp;nbsp;โดยสมาชิกจะช่วยกันทำนา &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัว มะละกอ พริก มะม่วง กล้วย ฯลฯ &amp;nbsp;เลี้ยงปลาต่างๆ เอาไว้กินและขาย สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่สมาชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันนารวมแห่งนี้สามารถปลูกข้าวเจ้าและข้าวเหนียวได้ประมาณปีละ 30 เกวียน &amp;nbsp;ขายเป็นรายได้เข้ากองทุนปีละกว่า 200,000 บาท อีกทั้งที่นายังมีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า &amp;nbsp;จากราคาที่ซื้อมา 2.6 ล้านบาท &amp;nbsp;แต่วันนี้ราคาประเมินประมาณ 38 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงงานผลิตน้ำดื่มชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เริ่มผลิตในปี 2559 &amp;nbsp;โดยการระดมหุ้นจากชุมชนต่างๆ ได้เงินประมาณ 800,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีกำลังการผลิตประมาณวันละ 200 โหล (ผลิตทั้งชนิดขวดและถัง) ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหน่วยราชการ เทศบาล สำนักงานเอกชน &amp;nbsp;เครือข่ายชาวบ้าน และสมาชิกในชุมชนได้บริโภคน้ำดื่มที่สะอาด &amp;nbsp;ทำรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสร้างงานให้ชาวบ้านที่มาทำงานผลิตน้ำดื่มได้อย่างน้อยวันละ 3 คน &amp;nbsp;คนละ 200-300 บาทต่อวัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่คือตัวอย่างของการพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพที่เริ่มจากการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; จากชุมชนเดียวขยายไปสู่การแก้ไขทั้งเมือง &amp;nbsp;จนกลายเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ&amp;rsquo; &amp;nbsp;และยังร่วมมือกันพัฒนาชุมชนและเมืองในด้านต่างๆ&amp;nbsp; ทุกมิติ&amp;nbsp; ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การพัฒนาเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; สร้างความมั่นคงด้านอาหาร-น้ำดื่ม&amp;nbsp; รวมทั้งยังมีกองทุนต่างๆ เอาไว้ช่วยเหลือดูแลกัน &amp;nbsp;ถือเป็นชุมชนต้นแบบที่สร้างบ้านแต่ได้มากกว่าบ้าน !!&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน&amp;rsquo; หลักประกันของคนจน สมทบเงินปีละ 240 บาทคุ้มครองรอบด้าน-ช่วยผ่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเรื่องไม่แปลกหากมนุษย์เงินเดือน&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp; หรือผู้คนทั่วไปที่มีฐานะ&amp;nbsp; จะซื้อกรมธรรม์หรือประกันภัยต่างๆ เพื่อคุ้มครองสุขภาพ อุบัติเหตุ&amp;nbsp; บ้านเรือน&amp;nbsp; รถยนต์&amp;nbsp; และทรัพย์สินต่างๆ&amp;nbsp; ของตนเอง&amp;nbsp; โดยมีบริษัทเอกชนมากมายที่ให้บริการด้านนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การที่คนจน&amp;nbsp; คนเล็กคนน้อย&amp;nbsp; ได้รวมตัวกันจัดตั้งกองทุนระดับประเทศขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือกันในยามที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ประสบอุบัติ&amp;nbsp; ประสบภัยต่างๆ&amp;nbsp; และร่วมกันบริหารจัดการเอง&amp;nbsp; ถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยที่น่าสนใจยิ่งนัก !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;กองทุนรักษาดินรักษาบ้าน&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;เป็นกองทุนที่ส่งเสริมให้เกิดกองทุนระดับชุมชน&amp;nbsp; ระดับเมือง&amp;nbsp; และระดับชาติ&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือสมาชิกโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งสมาชิกชุมชนใกล้เคียง&amp;nbsp; เพื่อลดภาระการชำระค่าบ้าน&amp;nbsp; ค่าที่ดิน ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนในชุมชนปีละ&amp;nbsp; 20&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; สมทบเข้ากองทุนระดับเมืองปีละ&amp;nbsp; 140&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; สมทบเข้ากองทุนระดับภาคปีละ 20&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; และสมทบกองทุนระดับชาติปีละ 60&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; รวมสมทบเข้ากองทุนรักษาดินรักษาบ้านปีละ 240 บาท&amp;nbsp; โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มาจากชุมชน&amp;nbsp; เครือข่าย&amp;nbsp; และทุกภาคส่วนร่วมบริหารกองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อสมาชิกเจ็บป่วย&amp;nbsp; ประสบอุบัติเหตุ&amp;nbsp; ภัยพิบัติ&amp;nbsp; ทุพพลภาพ&amp;nbsp; หรือเสียชีวิต กองทุนรักษาดินรักษาบ้านจะช่วยเหลือสมาชิกกองทุน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในระดับชุมชน&amp;nbsp; จะช่วยเหลือกรณีเร่งด่วน&amp;nbsp; หรือตามข้อตกลงของแต่ละชุมชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระดับเมือง&amp;nbsp; จะช่วยเหลือ&amp;nbsp; กรณีเสียชีวิต&amp;nbsp; หรือทุพพลภาพถาวร (ไม่สามารถประกอบอาชีพได้) หากไม่มีหนี้ที่ดินและบ้าน&amp;nbsp; กองทุนจะช่วยเหลือรายละ 10,000 บาท&amp;nbsp; หากมีหนี้ที่ดินและบ้านกับ พอช. (สินเชื่อที่ดินและบ้าน) กองทุนจะช่วยชำระหนี้ให้ครึ่งหนึ่งของหนี้ (เงินต้น) คงเหลือ&amp;nbsp; กรณีเจ็บป่วย&amp;nbsp; ทุพพลภาพชั่วคราว &amp;nbsp;หากมีหนี้ที่ดินและบ้านกับ พอช. กองทุนจะช่วยชำระค่างวดให้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน&amp;nbsp; ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง (สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน) กรณีภัยพิบัติ&amp;nbsp; ไฟไหม้&amp;nbsp; น้ำท่วม&amp;nbsp; ฯลฯ ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระดับชาติ &amp;nbsp;จะช่วยเหลือ 1.จ่ายเงินสมทบ 50 %&amp;nbsp; จากที่กองทุนเมืองจ่ายตามเกณฑ์กลางที่กำหนด&amp;nbsp; 2.จ่ายเงินสมทบไปที่กองทุนระดับเมือง (ส่วนต่างที่กองทุนเมืองจ่ายไปและเกินจากวงเงินที่มี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันกองทุนรักษาดินรักษาบ้านมีสมาชิกกองทุนทั่วประเทศ &amp;nbsp;40,247 ราย &amp;nbsp;มีเงินสมทบจากสมาชิกรวม 9.86&amp;nbsp; ล้านบาท &amp;nbsp;เงินทุนประเดิมจาก พอช. 17.6 ล้านบาท &amp;nbsp;จ่ายเงินกองทุนช่วยเหลือสมาชิกทั่วประเทศไปแล้ว 14.36 ล้านบาท&amp;nbsp; ถือเป็นหลักประกันที่ช่วยแบ่งเบาภาระและสร้างความอุ่นใจให้แก่สมาชิก !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนพัฒนาภาคประชาชนพื้นที่ &amp;lsquo;อ่าว ก.ไก่&amp;nbsp;เคลื่อนยุทธศาสตร์ 6 ด้าน สร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย-ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือประมงพื้นบ้านที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ / เครือข่ายภาคประชาชนเสนอแผนพัฒนาอ่าว ก ไก่ ให้แก่ผู้ว่าฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า&amp;nbsp; ประเทศไทยมี 23 จังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเล &amp;nbsp;ความยาวชายฝั่งตั้งแต่ภาคตะวันออก อ่าวไทยตอนบน &amp;nbsp;ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย &amp;nbsp;และชายฝั่งทะเลอันดามัน &amp;nbsp;มีความยาวทั้งหมดประมาณ 3,148 กิโลเมตร &amp;nbsp;มีชุมชนชายฝั่งที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนหรือติดกับป่าชายเลน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องพึ่งพิงป่าชายเลนประมาณ 958 หมู่บ้าน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนชายฝั่งเหล่านี้ต้องประสบปัญหาด้านต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลน &amp;nbsp;เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม &amp;nbsp;ผลผลิตทางการประมงลดลง &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยเพราะส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินป่าชายเลนที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดูแลอยู่&amp;nbsp; และบางส่วนอยู่ในที่ดินที่กรมเจ้าท่าดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชน 4 จังหวัดในพื้นที่ภูมินิเวศน์ &amp;lsquo;อ่าว ก ไก่&amp;rsquo; (อ่าวไทยตอนบนที่มีลักษณะ 4 เหลี่ยมคล้ายพยัญชนะ &amp;lsquo;ก ไก่&amp;rsquo;) คือ&amp;nbsp; ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; สมุทรสงคราม&amp;nbsp; และสมุทรสาคร &amp;nbsp;จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาภาคประชาชนระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2562-2565) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่ไม่มั่นคง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พงษ์ศักดิ์ คำทรัพย์&amp;nbsp; คณะทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; กล่าวถึงแผนพัฒนาภาคประชาชนในพื้นที่อ่าว ก ไก่ ว่า&amp;nbsp; เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ภูมินิเวศน์อ่าว ก ไก่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้รับผลกระทบจากการทำประมงพาณิชย์&amp;nbsp; การจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเล&amp;nbsp; อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน&amp;nbsp; ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทะเลและชายฝั่งถูกทำลาย&amp;nbsp; ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในอ่าว ก.ไก่ ที่เคยเป็นแหล่งอาหารสำคัญของประเทศลดน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งเกิดผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นพวกเราในนามของผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนทั้ง 4 จังหวัด&amp;nbsp; จึงได้รวบรวมข้อมูลและปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; นำมาจัดทำเป็นแผนพัฒนาภาคประชาชน&amp;nbsp; เพื่อเป็นทิศทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยมียุทธศาสตร์ 6 ด้าน&amp;nbsp; คือ 1.การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; 2.การฟื้นฟู&amp;nbsp; อนุรักษ์&amp;nbsp; การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ยกระดับการแปรรูปสินค้าและการตลาดของชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; 4.ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; 5.ฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; และ 6.การปรับตัวเพื่อบรรเทาปัญหาของชาวประมงพื้นบ้านจากภาวะโลกร้อน&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายคือการจัดการพื้นที่ชายฝั่งอ่าวทะเล ก ไก่ อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เพื่อชาวประมงพื้นบ้านจะได้มีที่อยู่อาศัยและทำกินมั่นคง และหลุดพ้นจากปัญหาความยากจน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ผู้แทนเครือข่ายอ่าว ก ไก่&amp;nbsp; 4 จังหวัดได้ยื่นเสนอแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้แก่นายพัลลภ&amp;nbsp; สิงหเสนี&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดแรกเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะดำเนินการในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปเพื่อขับเคลื่อนแผนงานตามยุทธศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนฯ ยกตัวอย่างการฟื้นฟู&amp;nbsp; อนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมตามยุทธศาสตร์ที่ 2 ว่า&amp;nbsp; จะมีการจัดตั้งคณะทำงานและสร้างภาคีเครือข่ายขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการขยะและน้ำเสียไม่ให้ไหลทิ้งลงทะเล&amp;nbsp; โดยร่วมมือกับโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งธนาคารปู&amp;nbsp; ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอ่าว ก ไก่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การขยายพันธุ์ปูม้าที่ชุมชนบ้านปากคลอง อ.บางสะพาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือพัฒนาทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าชายเลน 4 จังหวัด ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแผนดังกล่าว&amp;nbsp; มีเป้าหมาย&amp;nbsp; คือ จังหวัดสมุทรสาคร&amp;nbsp; รวม 616 ครัวเรือน&amp;nbsp; จังหวัดสมุทรสงคราม&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 76 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 89&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; รวม 502 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 1,283 ครัวเรือน&amp;nbsp; ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในกรณีที่ดินป่าชายเลน&amp;nbsp; กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ผ่อนผันให้ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในป่าชายเลนก่อนปี 2557&amp;nbsp; อยู่อาศัยได้&amp;nbsp; แต่ไม่อนุญาตที่ดินทำกิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ปี 2557) โดยมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) มีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องที่และท้องถิ่น&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp; มีหน้าที่สำรวจข้อมูล&amp;nbsp; แปลงที่ดิน&amp;nbsp; จำนวนครัวเรือน&amp;nbsp; ตรวจสอบ&amp;nbsp; การบริหารจัดการ&amp;nbsp; และเสนออนุมัติ&amp;nbsp; โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ลงนามการอนุญาตให้ใช้ที่ดินป่าชายเลนเพื่อการอยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;กล่าวว่า&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในป่าชายเลนตามแผนพัฒนาภาคประชาชน 4 จังหวัดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอช.ให้การสนับสนุนชุมชนต่างๆ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; แปลงที่ดิน&amp;nbsp; จำนวนครัวเรือนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; และตรวจสอบสิทธิ์ผู้ที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ก่อนเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่บางชุมชนอยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนบ้านปากคลอง&amp;nbsp; และชุมชนหนองเสม็ดซิตี้&amp;nbsp; อ.บางสะพานน้อย&amp;nbsp; จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; เนื่องจากบ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; มีสภาพทรุดโทรมเพราะถูกน้ำทะเลกัดเซาะ&amp;nbsp; เพื่อให้บ้านเรือนมีความมั่นคง&amp;nbsp; แข็งแรง&amp;nbsp; ผู้อยู่อาศัยมีความปลอดภัย&amp;nbsp; และนำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปฏิภาณยกตัวอย่างการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ชุมชนบ้านปากคลอง &amp;nbsp;ต.แม่รำพึง&amp;nbsp; อ.บางสะพานน้อย&amp;nbsp; ซึ่งมี 4 หมู่บ้าน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 247 ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในที่ดินป่าชายเลนตามโครงการบ้านมั่นคงชนบทของ พอช.&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนที่ทรุดโทรมจำนวน 11.9 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; ขณะนี้ซ่อมแซมบ้านไปแล้วประมาณ 70 %&amp;nbsp; จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันชุมชนได้ร่วมกันเพาะพันธุ์และขยายสัตว์น้ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดทำธนาคารปูเพื่อขยายพันธุ์ปูทะเลมาตั้งแต่ปี 2551 สามารถนำแม่พันธุ์ปูมาเพาะพันธุ์ได้ประมาณปีละ 1,500-1,700 ตัว&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังทำ &amp;lsquo;ซั้ง&amp;rsquo; ในทะเลเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; ทำให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปูได้มากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมวันละ 3-4 กิโลกรัม&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 7-8 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิโลกรัมต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการอยู่ร่วมกันของ&amp;nbsp; &amp;lsquo;คน&amp;nbsp; ป่า และทะเล&amp;rsquo; นั้น&amp;nbsp; พอช.ใช้เรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนา&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยและที่ดินที่มั่นคงแล้ว&amp;nbsp; ยังจะนำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสร้างเครือข่ายประมงพื้นบ้านขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันฟื้นฟู&amp;nbsp; ดูแล&amp;nbsp; อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; พัฒนาอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; โดยความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งการบูรณาการแผนงานและงบประมาณเข้าด้วยกัน&amp;nbsp; นอกจากนี้จะนำไปสู่การผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายด้วย&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่อ่าว ก ไก่&amp;nbsp; เป็นต้นแบบ&amp;nbsp; ขยายผลไปสู่พื้นที่ชายฝั่งทะเลทั่วประเทศต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายปฏิภาณกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47827</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์  ลักษณวิศิษฎ์, พอช., รัฐนิวยอร์ก, รัฐฟลอริดา, สนอง  รวยสูงเนิน, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แคลิฟอร์เนีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da05e174637e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2019 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2019 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สากล ม่วงศิริ’ ผู้ช่วย รมว.พม.และ ผอ.พอช.เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี  พร้อมเตรียมเคลื่อนแผนระบบการป้องกันภัยพิบัติชุมชนอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุบลราชธานี/ นายสากล&amp;nbsp; ม่วงศิริ&amp;nbsp; ผู้ช่วย รมว.พม.และนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยและมอบถุงยังชีพให้ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; พร้อมเตรียมขับเคลื่อนแผนร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; หน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp; และเอกชน&amp;nbsp; โดยจัดทำแผนระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; ระยะกลาง&amp;nbsp; และการสร้างระบบการป้องกันภัยพิบัติชุมชนอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเตรียมรับมือภัยพิบัติทุกด้านได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันอาทิตย์ (22 กันยายน) &amp;nbsp;นายสากล ม่วงศิริ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; และคณะ&amp;nbsp; พร้อมด้วยนายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ลงพื้นที่เยี่ยมและมอบถุงยังชีพเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยวัดแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสากล&amp;nbsp; ม่วงศิริ (ที่ 2 จากขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสากล ม่วงศิริ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ช่วย รมว.พม. กล่าวว่า ในส่วนการช่วยเหลือของกระทรวง พม. นั้น&amp;nbsp; ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจจำนวนผู้ประสบภัยที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมจัดตั้งศูนย์เพื่อรับแจ้งความช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนทางด้าน พอช.ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติภาคประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;เพื่อบริหารจัดการสิ่งของที่ได้รับบริจาคให้ถึงมือของผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; และทำโรงครัวเพื่อเลี้ยงอาหารให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วม &amp;nbsp;2&amp;nbsp; ศูนย์คือ &amp;nbsp;ศูนย์วัดแสนสำราญ &amp;nbsp;อำเภอวารินชำราบ&amp;nbsp; และศูนย์วัดกุดคูณ &amp;nbsp;อำเภอเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จ.อุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นนายสากล &amp;nbsp;ม่วงศิริ &amp;nbsp;ได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน &amp;nbsp;จำนวน 300 ถุง &amp;nbsp;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.พอช.&amp;nbsp; มอบงบประมาณในการจัดตั้งศูนย์ฯ &amp;nbsp;เพื่อจัดกระบวนการฟื้นฟูชุมชนผู้ประสบภัยหลังน้ำลด จำนวน &amp;nbsp;80,000&amp;nbsp; บาท &amp;nbsp;และมอบงบประมาณสมทบการจัดตั้งโรงครัวกลางให้แก่เครือข่ายภัยพิบัติเมืองวารินชำราบจำนวน 100,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกับเดินเยี่ยมให้กำลังใจแก่ประชาชนในศูนย์พักพิงฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายวางแผนงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน่ำท่วม&amp;nbsp; ดังนี้&amp;nbsp; 1. แผนระยะเร่งด่วน คือ &amp;nbsp;จัดตั้ง &amp;lsquo;ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติภาคประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อการจัดการในช่วงเผชิญเหตุน้ำท่วม&amp;nbsp; เป็นการ สนับสนุนให้ชุมชนได้มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาของตัวเองร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภารกิจของศูนย์ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;อพยพประชาชนในพื้นที่ไปในพื้นที่ที่ปลอดภัย &amp;nbsp;จัดระเบียบการอยู่ร่วมกันในช่วงอยู่ในศูนย์ฯ ประสานขอความร่วมมือกับองค์กรช่วยเหลือต่างๆ รับบริจาคสิ่งของช่วยประชาชน &amp;nbsp;จัดระบบเวรยามดูแลทรัพย์สินในพื้นที่น้ำท่วม &amp;nbsp;และจัดตั้งโรงครัวเพื่อประกอบอาหารให้กับผู้ประสบภัยทั้งในศูนย์และนอกศูนย์ เป็นต้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ มอบน้ำดื่มให้ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 2 &amp;nbsp;หรือการฟื้นฟูหลังน้ำลด ซึ่งเป็นช่วงน้ำลดแล้ว และประชาชนต้องอพยพกลับบ้าน&amp;nbsp; แต่ผลกระทบจากน้ำท่วมอาจจะทำให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านเรือนไม่ได้&amp;nbsp; หรือยังไม่มีความปลอดภัย&amp;nbsp; หรือมีปัญหาในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกน้ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำประปา ไฟฟ้า &amp;nbsp;ในระยะนี้จึงต้องสำรวจข้อมูลชุมชนในทุกๆ ด้านเพื่อประเมินความเสียหายในด้านต่างๆ ทั้งตัวอาคารบ้านเรือน &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;การประกอบอาชีพ &amp;nbsp;ด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และภูมินิเวศน์ชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นจะมีกระบวนวิเคราะห์-สังเคราะห์ร่วมกัน&amp;nbsp; ทั้งในส่วนของชุมชนและหน่วยงานภาคีต่างๆ การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนในทุกด้านๆ &amp;nbsp;และการปฏิบัติการพัฒนาและฟื้นฟูชุมชน &amp;nbsp;ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยการสร้างการมีส่วนจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งรัฐและเอกชน การพัฒนาอาชีพ &amp;nbsp;การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน &amp;nbsp;การปรับภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมชุมชน และการออกแบบผังชุมชนให้เกิดความปลอดภัยในการอยู่อาศัยระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 3 การสร้างระบบการป้องกันภัยพิบัติชุมชนอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการจัดตั้ง &amp;lsquo;ศูนย์ภัยพิบัติอย่างยั่งยืน&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยการสนับสนุนให้ชุมชนมีความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาด้านภัยพิบัติในทุกๆ ด้าน&amp;nbsp; เพื่อลดความเสี่ยง &amp;nbsp;การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้เกิดความรวดเร็วคล่องตัวในการแก้ปัญหาประชาชน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การอพยพ &amp;nbsp;การจัดตั้งศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย การดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือบรรเทาเบื้องต้น &amp;nbsp;และการสร้างระบบการสื่อสารข้อมูลที่แม่นยำรวดเร็วเข้าถึงจุดผู้เดือดร้อนได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำมูล &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะนี้ลดระดับลงโดยเฉลี่ย 10 เซนติเมตรต่อวัน &amp;nbsp;โดยภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้เริ่มคลี่คลายลง&amp;nbsp; ยังคงเหลือปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ &amp;nbsp;แอ่งน้ำ &amp;nbsp;ที่น้ำไม่สามารถระบายน้ำออกได้ &amp;nbsp;ประชาชนยังไม่สามารถย้ายกลับเข้าไปอยู่ในบ้านเรือนได้ &amp;nbsp;คาดว่าน้ำแห้งภายในเวลาไม่ต่ำกว่า 20 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46347</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงยังชีพ, นายสากล  ม่วงศิริ, ผอ.พอช., ผู้ประสบภัย, รมว.พม., สมชาติ  ภาระสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190922/image_big_5d876425791c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มอบรางวัล 9 กองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่นปี 2562 ตามแนวคิด ‘อ.ป๋วย  อึ๊งภากรณ์’  ‘หม่อมอุ๋ย’ ชูกองทุน สวด.ไทยดีที่สุดในโลก  จัดตั้งแล้ว 6,000  กองทุน  มีเงิน 15,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ธนาคารแห่งประเทศไทย /&amp;nbsp; มอบรางวัลกองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่นปี 2562 ตามแนวคิด อ.ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; &amp;lsquo;จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ประชาชนทุกเพศวัย&amp;nbsp; โดยมี 9 กองทุน สวด.ทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท &amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้าน &amp;lsquo;หม่อมอุ๋ย&amp;rsquo; ชูกองทุน สวด.ไทยดีที่สุดในโลก โดยชาวบ้านบริหารจัดการเอง&amp;nbsp; จัดตั้งแล้วกว่า 6,000 กองทุน&amp;nbsp; มีเงินรวมกันกว่า 15,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิด ศ.ดร.ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)&amp;nbsp; สถาบันป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; และสถาบันพันธมิตรได้ร่วมกันจัดพิธีมอบรางวัล &amp;ldquo;ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี 2562&amp;rdquo; &amp;nbsp;ขึ้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; บางขุนพรหม&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เพื่อมอบรางวัลให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ&amp;nbsp; และกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีผลงานดีเด่น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์&amp;rdquo; ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย&amp;nbsp; โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร&amp;nbsp; เทวกุล&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันป๋วยฯ และอดีตรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดประมาณ 400 คน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ม.ร.ว.ปรีดิยาธร&amp;nbsp; เทวกุล&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ม.ร.ว.ปรีดิยาธร&amp;nbsp; เทวกุล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การมอบรางวัลป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; ให้แก่กองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีความสำคัญมาก&amp;nbsp; เพราะสถาบันพันธมิตรต่างๆ พิจารณาเห็นว่าเป็นกองทุนที่ก่อตั้งขึ้นโดยปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่น&amp;nbsp; ที่รวมตัวกันเพื่อดูแลช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนกันเอง&amp;nbsp; เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เนื่องจากชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตรและแรงงานนอกระบบประกันสังคม&amp;nbsp; ไม่มีสวัสดิการเหมือนข้าราชการหรือพนักงานบริษัท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจึงสมควรยกย่องเชิดชูเกียรติกองทุนสวัสดิการชุมชนเหล่านี้ที่เป็นแบบอย่างของสังคมไทยและสังคมโลกในการช่วยเหลือตัวเอง&amp;nbsp; โดยไม่ได้รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ผมมีความเห็นว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนของประเทศไทยดีที่สุดในโลก&amp;nbsp; เพราะมีการช่วยเหลือดูแลสมาชิกที่โดดเด่นหลายด้าน&amp;nbsp; หลายอย่าง&amp;nbsp; โดยเฉพาะกองทุนสวัสดิการที่ได้รับรางวัลในปีนี้&amp;nbsp; และขณะนี้เงินวันละบาทที่สมาชิกสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศมีประมาณ 5,962&amp;nbsp; กองทุนฯ&amp;nbsp; แม้ว่าจะใช้ไปเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ แล้ว&amp;nbsp; ยังมีเงินเหลืออยู่อีกประมาณ 14,000 ล้านบาท&amp;nbsp; ถือว่าเป็นการบริหารจัดการที่ดีที่ชาวบ้านได้ทำกันเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ (กลาง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2562 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 461 ล้านบาท เพื่อสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศจำนวน 1,700 กองทุน โดยมีสมาชิกที่จะได้รับผลประโยชน์จำนวน 1,150,000 คน&amp;nbsp; นอกจากนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนให้มีความเข้มแข็ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการบริหารจัดการที่ดี&amp;nbsp; มีธรรมาภิบาล&amp;nbsp; และจัดสวัสดิการให้ครอบคลุมประชาชน&amp;nbsp; ทุกกลุ่ม&amp;nbsp; ทุกเพศวัย&amp;nbsp; เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายมณเฑียร สอดเนื่อง ผู้แทนเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลและเทศบาล&amp;nbsp; มีการจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศแล้วประมาณ 6,000 กองทุน จากจำนวนตำบล/เทศบาลทั่วประเทศประมาณ 7,700 แห่ง มีสมาชิกรวมกันประมาณ 5.5 ล้านคน มีเงินกองทุนรวมกันประมาณ 15,000 ล้านบาท บางกองทุนมีเงินสวัสดิการมากกว่า 10 ล้านบาท และสามารถนำมาจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกได้ 30-40 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการชุมชนใช้เงิน 1 บาทที่มาจากการสมทบของสมาชิกอย่างมีพลัง เป็นระบบสวัสดิการชุมชนที่ประชาชนทำร่วมกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ซึ่งวันนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนเดินหน้ามาไกลแล้ว เราจึงต้องยกมาตรฐานของกองทุน และมีเป้าหมายที่จะขยายกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เต็มประเทศภายใน 5 ปีนี้&amp;rdquo; นายมณเฑียรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายมณเฑียรกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศได้จัดกิจกรรมเชิญพรรคการเมืองต่างๆ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งให้มารับฟังข้อเสนอของภาคประชาชนเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ ดังนี้ 1.สนับสนุนให้ระบบสวัสดิการชุมชนเป็นอีกระบบหลักของระบบสวัสดิการสังคมในประเทศไทย 2.ให้รัฐบาล องค์กรปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน มาหนุนเสริมภาคประชาชน เพื่อให้เป็น 4 พลังหลักในการจัดสวัสดิการชุมชน ทั้งด้านความรู้และงบประมาณ  3.สนับสนุนให้ระบบสวัสดิการชุมชนเป็นยุทธศาสตร์จังหวัด เพราะหลายจังหวัดไม่มียุทธศาสตร์ด้านสังคม หรือด้านกองทุนสวัสดิการ 4.สนับสนุนให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นแกนกลางหรือเชื่อมประสานกองทุนต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชน และ 5.สนับสนุนให้เกิด พ.ร.บ.ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่.....) พ.ศ.................เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล สามารถขยายขอบเขตการทำงานและทำธุรกรรมต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการประกาศผลการพิจารณารางวัล &amp;ldquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์&amp;rdquo; ปี 2562&amp;nbsp; ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในปีนี้มีกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมด 44 กองทุน (ปิดรับสมัครภายในเดือนตุลาคม 2561 และพิจารณารางวัลในเดือนมกราคม 2562) &amp;nbsp;มีรางวัลทั้งหมด 10 ประเภท&amp;nbsp; โดยมีกองทุนที่ได้รับรางวัลต่างๆ 9 กองทุน&amp;nbsp; ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.ด้านการสร้างครอบครัวอบอุ่น (ทุกช่วงวัยและเพศสภาพ) ให้มีคุณภาพชีวิต และคุณค่าในสังคม ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2. ด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษา ดูแล ป้องกัน สุขภาวะในชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหาดท่าเสา อ.เมือง จ.ชัยนาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3. ด้านการพัฒนาเด็กเยาวชน และการเรียนรู้ เพื่อการเติบโตเป็นคนดี และมีคุณภาพ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตำหนักธรรม อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;4.ด้านการพัฒนาอาชีพ ทั้งในระดับครัวเรือน กลุ่มและชุมชน และการแก้ปัญหาหนี้สิน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสวัสดิการภาคประชาชนตำบลรมณีย์ อ.กะปง จ.พังงา &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;5.ด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะการจัดการและฟื้นฟูภัยพิบัติ กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลศรีถ้อย อ.แม่ใจ จ.พะเยา &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;6.ด้านการจัดการ/จัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย พอเพียงต่อการดำรงชีพ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;7.การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่มีกองทุนที่ได้รับรางวัล &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;8.ด้านการบริหารจัดการกองทุนที่ดี และมีธรรมาภิบาล กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลฉวาง&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;9.ด้านผลงานการจัดสวัสดิการชุมชนแบบองค์รวม หลายมิติ สามารถเชื่อมโยง/บูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายแหล่งเพื่อแก้ไขปัญหาของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;10. ด้านการฟื้นฟูระบบคุณค่าทางวัฒนธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกลุ่ม และภาคี นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่น และสังคม กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;การจัดประกวดรางวัลกองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่นตามแนวคิด ศ.ดร.ป๋วย เริ่มจัดครั้งแรกในปี 2558 และจะจัดขึ้นทุกปี โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 องค์กรที่ร่วมจัด 7 องค์กร&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; สถาบันป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์  มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ คณะอนุกรรมการส่งเสริมองค์กรสวัสดิการชุมชนฯ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เครือข่ายสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ยกย่อง เชิดชู องค์กร/กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ดำเนินการงานช่วยเหลือ ดูแลคุณภาพชีวิตคนในชุมชนอย่างโดดเด่นในด้านต่างๆ 2.เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ จังหวัด ภาค และประเทศ และขยายผลกองทุนฯ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 3.เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาล ภาคเอกชน และสังคม ตระหนักถึงคุณค่าของแนวคิดเรื่อง &amp;ldquo;คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน&amp;rdquo; และนำไปสู่การพัฒนาระบบปฏิบัติการด้านสวัสดิการให้ประชาชนเข้าถึงและเหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;แนวคิด &amp;ldquo;คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน&amp;rdquo; เป็นบทความภาษาอังกฤษขนาด 2 หน้า ที่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ได้เสนอบทความชิ้นนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนตุลาคม 2516 หลังจากนั้นจึงได้มีการแปลและเผยแพร่บทความนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง เนื้อหากล่าวถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรจะได้รับบริการสวัสดิการจากรัฐ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา จนกระทั่งเสียชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ศ.ดร.ป๋วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2459 เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (พ.ศ.2502-2514) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ.2517-2519) ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ สมถะ มีผลงานด้านการบริหารที่โดดเด่นหลายด้าน ทั้งด้านการเงิน การคลัง งานวิชาการ ได้รับรางวัลแมกไซไซสาขาบริการสาธารณะในปี 2508 เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย รวมทั้งโครงการพัฒนาชนบทอื่นๆ อ.ป๋วยเสียชีวิตเมื่อ 28 กรกฎาคม 2542 รวมอายุได้ 83 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;แม้ว่า อ.ป๋วยจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่แนวคิดเรื่องสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะประชาชนคนยากจนที่ไม่มีระบบสวัสดิการของรัฐมารองรับ ได้ถูกนำมาเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่เกิดจนถึงตาย มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการอย่างเป็นระบบในปี 2547 ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีหลักการให้สมาชิกสมทบอย่างน้อยวันละ 1 บาท รัฐร่วมสมทบ 1 บาท และองค์กรปกครองท้องถิ่น สมทบ 1 บาท แล้วนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิก &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการเยี่ยมผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เช่น คลอดบุตร 500 บาท, เจ็บป่วยช่วยค่ารถหรือรักษาพยาบาลครั้งละ 100 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 10 วัน, กรณีเสียชีวิต เป็นสมาชิกครบ 6 เดือนช่วย 3,000 บาท ครบ 1 ปีช่วย 5,000 บาท และครบ 3 ปีช่วย 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีทุนการศึกษาเด็ก ช่วยคนพิการ ยากไร้ ฯลฯ บางกองทุนช่วยเหลือเรื่องอาชีพ ที่ดินทำกิน แก้ปัญหนี้สินให้สมาชิก และยังขยายไปทำเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพ เพื่อให้สมาชิกและชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30953</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป๋วย  อึ๊งภากรณ์, พอช, ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  เทวกุล, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สวัสดิการชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190310/image_big_5c84aeac1d31a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
